Work from home ต้องมาแล้ว เมื่อโควิด-19 ทำพิษ

How to have work life balance from work from home
How to have work life balance from work from home

สถานการณ์ไวรัส โควิด-19 ยังมีการระบาด และ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในประเทศจีน ต้นกำเนิดของไวรัสนี้ จะสามารถควบคุมสถานการ์ณของไวรัสได้บ้างแล้ว แต่ในประเทศอื่น ๆ ที่ยังคงมีอัตราการติดเชื้อ และ มีแนวโน้มการระบาดของโรคที่เป็นวงกว้างขึ้น ทั้งในประเทศแถบเอเชีย หรือ ยุโรป  โดยมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่าแสนคนทั่วโลก  จึงทำให้บริษัทต่าง ๆ ในต่างประเทศ เริ่มพิจารณาถึงความสำคัญของการทำงานที่บ้าน (Work from home) เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของประชากร ที่อาจจะติดเชื้อไวรัสจากการเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศในชั่วโมงเร่งด่วน

เดิมที Work From Home เป็นรูปแบบการทำงานที่ดูขัดจากวัฒนธรรมการทำงานของไทย แต่จากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ที่ทำการสำรวจพนักงานกว่า 47,264 คน รวมถึง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เห็นตรงกันว่า Work From Home เป็นรูปแบบการทำงานที่ส่งผลให้พนักงานทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าเดิม และ มีความสุขมากในการทำงานมากขึ้น ส่วนทางด้านขององค์กร จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 2017 พบว่า พนักงานยินดีที่จะรับเงินเดือนน้อยลง 8% หากพวกเขาได้ทำงานที่บ้าน เป็นการลดค่าครองชีพให้กับพนักงาน สัดส่วนเงินเดือนที่เหลือใช้จริงจึงเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับนายจ้างแต่อย่างใด

วันนี้มาทำความรู้จักกับ ข้อดีของการ Work from home เผื่อในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในสังคมไทย เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป

ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น

ผลงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งถูกตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานของบริษัท Ctrip (โดย NASDAQ – ตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับให้เป็นเอเจนซี่ชั้นนำในประเทศจีน) โดยมีอาสาสมัครกว่า 16,000 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจตลอดระยะเวลา 9 เดือน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างพนักงาน Call Center เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Work from home และ กลุ่มที่ทำงานที่ออฟฟิศ เพื่อศึกษาว่ากลุ่มตัวอย่างใดมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่ากัน จากผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ Work from home มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าถึง 13.5% ซึ่งจากผลสำรวจในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Ctrip สามารถทำกำไรจากกลุ่ม Work from home ได้ถึง 65,700 บาท/รายบุคคลในแต่ละปี

อัตราการลาออกต่ำลง

จากการสำรวจ ยังพบอีกว่า การ Work from home ส่งผลให้พนักงานมีความพึงพอใจในงานของตนสูงขึ้น ทำให้อัตราการลาออกลดลงถึงครึ่งหนึ่ง เพราะ มีสมาธิสามารถจดจ่อกับงานที่ทำได้ดีกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านเป็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยมากกว่า นอกจากนี้ อ้างอิงจากงานศึกษาที่พบว่ากว่า 40% ของพนักงานรุ่นใหม่ในสหรัฐอเมริกา ชอบการสื่อสารผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ สนทนาผ่านทางโทรศัพท์ มากกว่าพบปะหน้ากัน อีกทั้งองค์กรที่เสนอให้พนักงานสามารถ Work from home ได้ จึงมีโอกาสสูงที่จะได้พนักงานที่ป็นคนรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย

อัตราการลาป่วยลดลง ความเครียดลดลง

จากสถิติของสำนักแรงงานในสหรัฐอเมริกาพบว่า การแพร่เชื้อไข้หวัดสู่เพื่อนร่วมงานอื่น ๆ นั้นเป็นสาเหตุให้เกิดการขาดงานที่เพิ่มมากขึ้นในระยะเวลาไม่กี่วัน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทจากพนักงานที่เป็นไข้หวัดเพียง 1 คน การ Work from home จึงเป็นการลดความเสี่ยงในการกระจายเชื้อโรคให้กับเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดความเครียดจากการเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศในชั่วโมงเร่งด่วนอีกด้วย

ลดรายจ่ายหลักให้กับบริษัท

เพราะเงินเดือนของพนักงานเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดขององค์กร จากผลสำรวจของ American Economic Review พบว่า พนักงานส่วนใหญ่ยินดีที่จะลดเงินเดือนของตนเองลง 8% เพื่อแลกกับการ Work from home นั่นหมายความว่า 8% ที่พนักงานยอมลดเงินเดือนตนเองลง เป็น 8% ที่จะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มมากขึ้น

ถึงแม้ว่ารูปแบบการทำงาน Work from home จะมีข้อดีชวนให้เราหลงไหลอยากจะทำงานอยู่ที่บ้าน แต่เนื่องจากวัฒนธรรมในองค์กรไทยมีความแตกต่างจากวัฒนธรรมองค์กรต่างชาติ ฉะนั้น การจะทำงานในรูปแบบ Work from home จึงจำเป็นต้อง Balance กระบวนการทำงานดี ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมองค์กรของไทย อย่างไรก็ตาม หากรูปแบบการทำงาน Work From Home สามารถเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 นี้ได้ ก็ถือเป็นรูปแบบการทำงานที่ค่อนข้างน่าสนใจที่ควรได้รับการพิจารณาให้นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงบทความจาก thematter.co , brandinside.asia , unlockmen.com

อ้างอิงรูปภาพจาก freepik

Share this post