Toyota ผู้ผลิตรถยนต์ที่จะไม่ใช้น้ำมันเบนซินอีกต่อไป

จะเป็นอย่างไร? หากผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Toyota” วางแผนที่จะยกเลิกผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์/เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมของโลก ภายในปี 2050  และจุดยืนนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมดอย่างแน่นอน  โดยแผนของโตโยต้าสอดคลล้องกับแผนงานทางด้านสิ่งแวดล้อมในอีก 5 ปี (2021) ของผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์เบนซินจะเป็นแหล่งพลังงานให้กับรถยนต์ทั่วไปมานานหลายศตวรรษ แต่กฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดและความท้าทายทางด้านเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องพิจารณา ดังนั้น “รถยนต์ระบบ Hybrid/เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell)” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาตอบโจทย์สำคัญนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องวางแผนพัฒนาเครื่องยนต์ระบบ Hybrid/เซลล์เชื้อเพลิง โดยกำหนดให้เป็นหัวใจของแผนงานในอีก 5 ปีข้างหน้า

ในความเป็นจริงแล้ว โตโยต้าได้พัฒนาเครื่องยนต์ระบบ Hybrid และ เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) มานานหลายปี, โดยเปิดตัวรถยนต์ระบบ Hybrid คันแรกของโลกที่ขายในเชิงพาณิชย์ ในปี 1997 ด้วย “Toyota Prius” และต่อมาขายดีเป็นอันดับหนึ่งในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น, เนื่องจากโตโยต้าเล็งเห็นว่า สิ่งแวดล้อมทั่วโลกได้ถูกทำลายลงทุกวัน ดังนั้นแผนงานนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินการภายใน 20-30 ปีข้างหน้า โดยแผนงานระยะยาวได้รวมถึงการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์จากรถใหม่ลง 90%จากระดับเมื่อปี 2010 และจากกระบวนการผลิตรถยนต์ ด้วยพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ/ใช้พลังงานหมุนเวียนที่ได้จากธรรมชาติ (Renewable Energy) หรือพลังงานไฮโดนเจนทดแทน  ซึ่งโตโยต้ามุ่งหมายที่จะเพิ่มยอดขายของปี 2050 ด้วย รถยนต์ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง, เครื่องยนต์แบบ hybrid/plug-in hybrid และรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง  ทั้งนี้ โตโยต้าได้ขยายกำลังการผลิตรถยนต์รุ่น “Mirai” ,ที่ออกมาเมื่อปี 2014, เพิ่มขึ้นทุกปี และกำหนดเป้าหมายที่จะขายให้ได้ 3,000 คันในปี 2017 และเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คันในปี 2020 (ยอดขาย 1,000 คัน/เดือนในประเทศญี่ปุ่น)

โตโยต้าระบุว่ารถยนต์ที่เป็นระบบไฮโดรเจน/ระบบเซลล์เชื้อเพลิงนี้จะปราศจากมลพิษอย่างสิ้นเชิง โดยสิ่งเดียวที่ออกมาจากท่อไอเสียคือน้ำเปล่า จากการทำปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจนภายในเครื่องยนต์ ตัวรถมีสมรรถนะใกล้เคียงกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไป ระยะทางขับเคลื่อนราว 700 กม. เมื่อมีเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเต็มถัง ขณะที่การเติมไฮโดรเจนจะใช้เวลาเพียงสามนาทีเท่านั้น แต่การสร้างเครือข่าย “สถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน” เป็นสิ่งที่ท้าทายตามมานอกเหนือจากการผลิตรถยนต์ที่ปราศจากมลพิษเช่นนี้ โดยจะต้องมีสถานีกระจายในหลายพื้นที่  ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการสร้างถึง 500 ล้านเยน หรือ (4.19 ล้านดอลล่าร์) ซึ่งต้นทุนในการสร้างมากกว่าการสร้างสถานีเชื้อเพลิงเบนซินถึง 5 เท่า ในขณะที่ญี่ปุ่นคาดว่าจะสามารถดำเนินการเปิดสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนนี้ได้ถึง 100 แห่งในเดือน มีนาคม 2559

ผู้ผลิตรถยนต์รายหลักไม่ว่าจะเป็น Tesla และ Nissan Volkswagen รวมถึงผู้ผลิตชาวจีน ต่างให้ความสนใจที่จะลงทุนในยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืนซึ่งจะมาทดแทนรถยนต์เบนซินในอนาคต ส่วนผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งเยอรมันได้วางแผนที่จะพัฒนาแพลตฟอร์ม “Compact Electric vehicle” เพื่อใช้ผลิตในหลายๆข่ายรถยนต์ เช่น โมเดลสุดหรูอย่าง “Phaeton” ของ Volkswagen ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับอนาคต  แต่ก็ยังคงมีความท้าทายเรื่องการสร้างเครือข่ายสำหรับชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้รถยนต์เหล่านั้น ซึ่งหากต้องเสียเวลาในการชาร์จพลังงานนาน ผู้บริโภคก็จะเลือกที่จะไม่ใช้งานรถยนต์อีกด้วย ผู้ผลิตจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพัฒนาให้ระบบแบตเตอร์รี่สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานและใช้เวลาในการชาร์จน้อยที่สุด  อีกประเด็นที่ผู้ผลิตต้องพิจารณาคือ ระยะทางที่ยานพาหนะไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง  ดังเช่น บริษัท Nissan ได้ออกรถยนต์ไฟฟ้า “Nissan Leaf” รุ่นใหม่ที่สามารถเดินทางได้ถึง 280 กิโลเมตร/การชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเพิ่มกว่ารุ่นก่อนถึง 20% แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถเทียบได้กับระยะทางเฉลี่ยที่รถยนตเบนซินทั่วไปสามารถเดินทางได้เลย

โชคยังดี ที่ซอฟท์แวร์และเทคโนโลยีที่พัฒนาสำหรับระบบ Hybrid สามารถประยุกต์ใช้กับรถยนต์ระบบเซลล์เชื้อเพลิงได้ เช่นเดียวกับอะไหล่ต่างๆ ส่วนแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้กับ eco-car จะทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนแปลง ผู้ผลิตเครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์และบริษัท IT จะมีโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น

ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกจึงต้องคิดค้นโซลูชั่นที่จะก้าวข้ามความท้าทายต่างๆในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดของรถยนต์แต่ละประเภท อีกทั้งยังต้องหาแนวทางในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์ในอนาคตอีกด้วย ….อีก 35 ปีเท่านั้น เราคงได้เห็นรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมวิ่งตามท้องถนนทั่วไป ถึงเวลานั้นโลกเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหนกันนะ

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพ asia.nikkei.com, toyota.co.jp

Share this post