Startup แนวใหม่…ร้านค้าปลีกไร้พนักงาน!!

เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการเปิดเผยแนวคิดนวัตกรรมใหม่ “ร้านค้าปลีกไร้พนักงาน” แห่งแรกของโลกที่เปิดขายสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ แน่นอนร้านค้าแห่งนี้ไม่มีพนักงานคอยดูแลร้านค้า รวมถึงพนักงานเก็บเงินและพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งไอเดียนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความต้องการลดต้นทุนค่าจ้างพนักงานนั่นเอง

Robert Ilijason , IT Specialist ชาวสวีเดน,เจ้าของไอเดียสุดเก๋นี้ ต้องเผชิญปัญหาจากความต้องการซื้ออาหารให้ลูกชายที่ยังเล็กของเขาในช่วงดึกวันหนึ่งในเขตชนบทที่ซึ่งร้านสะดวกซื้อปิดทำการหมดแล้ว “ร้านค้าปลีกไร้พนักงาน” ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นคำตอบของความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป (เช่น นม ขนมปัง น้ำตาล อาหารกระป๋อง ที่ร้านทั่วๆไปจะมีขาย แต่ไม่มียาและบุหรี่) ที่บริการลูกค้าหลังจากเลิกงานยามดึกแล้วนั่นเอง หลักการของร้านค้าไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก เพราะทุกอย่างจะถูกดำเนินการผ่าน “Application” บนสมาร์ทโฟนเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ ลูกค้าผู้ใช้บริการต้อง scan barcode ที่ประตูร้านเพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนจะผ่านเข้าไปเลือกซื้อสินค้าได้ ส่วนขั้นตอนการซื้อสินค้า ลูกค้าเพียง scan barcode ของสินค้าแต่ละรายการ  ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกบันทึกและสรุปส่งเป็น Invoice ไปให้ลูกค้าทาง e-mail ที่ได้ลงทะเบียนไว้ และเรียกเก็บจากลูกค้าเป็นรายเดือน ในขณะที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้จัดส่งสินค้านั้นในภายหลังหรือไม่อีกด้วย

ฟังดูแล้วเป็นไอเดียที่ช่างอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าจริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่ร้านค้าสุดบรรเจิดนี้ยึดมั่นไว้นั่นก็คือเรื่องของ “ความไว้ใจ (Trust)” ทุกๆอย่างจะขึ้นกับคำว่าความไว้ใจในลูกค้าผู้ใช้บริการ ทุกสินค้าในร้านเป็นเพียงสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่ราคาไม่สูงจึงไม่น่าที่จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของหัวขโมยทั้งหลาย (swindler) และลูกค้าที่จะใช้บริการได้นั้น จะต้องมีการลงทะเบียนที่ผูกกับบัญชีบัตรเครดิตและได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น ภายในร้านจึงไม่มีการเก็บเงินสดไว้ และยังมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดถึง 6 ตัวที่จะบันทึกทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในร้าน พร้อมระบบ alert หากประตูของร้านถูกเปิดออกนานกว่า 8 วินาที/มีผู้หนึ่งผู้ใดพยายามจะเข้ามาในร้านแบบผิดวิธี 

ถึงแม้ว่าแนวคิดร้านค้าปลีกไร้พนักงานนี้จะดูเหมือนสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานลงไปได้ แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนทางด้านเทคโนโลยียังคงต้องถูกพิจารณาสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ในธุรกิจแนว “Start-up” ที่ต้องการเป็นเจ้าของร้านขนาดเล็กนอกเขตเมือง ไม่ว่าจะเป็นค่าติดตั้งบาร์โค๊ดให้กับทุกสินค้าในร้าน ค่าใช้จ่ายสำหรับธนาคารในการชำระค่าสินค้า on-line และที่สำคัญที่สุดค่าพัฒนา application  ซึ่งการลงทุนทั้งหมดจะต้องเทียบกับค่าแรงงานที่จะลดลงในระยะยาว เช่น ประเทศไทยมีค่าแรงงานสำหรับพนักงานแคชเชียร์ประมาณ 9,000 บาท/เดือน โดยอาจจะต้องจ้าง 2 กะต่อวัน ดังนั้นต่อปีประมาณ 216,000 บาท เป็นตัวเงินที่ต้องพิจารณา ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกาที่ค่าจ้างพนักงานคิดเป็นรายชั่วโมง อาจจะสามารถ save ได้มากกว่า เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวคิดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้ เสมือนที่ในอนาคตผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามประดิษฐ์“รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle)” เพื่อการขนส่งที่ปลอดภัยมากขึ้น หรือการนำ Robot มาใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้า หรือแม้แต้การค้าขายบน On-line Marketplace อย่าง amazon.com ก็เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมแห่งอนาคต เมื่อ “IoT” เข้ามามีบทบาทที่จะนำเราไปยังยุคแห่งโลกดิจิตอลได้อย่างชัดเจน
 
เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก futurism.com, appmakr.com, pixabay.com (account : tariq786)
Share this post