Set Zero Accident ให้กับการขนส่งสินค้าอันตรายทางถนน

__________________________________________

ความยุ่งยากและซับซ้อนส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอน การจัดการก่อนเริ่มการขนส่ง

เนื่องจากการเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มคุณภาพการขนส่ง

เป็นการปิดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด
__________________________________________

            การขนส่งสินค้าภายในประเทศไทยกว่า 80% เป็นการขนส่งทางถนน ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนถนน มักตามมาด้วยความสูญเสียอย่างมากทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากมีผู้สัญจรด้วยรถเป็นจำนวนมาก รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนตลอดสองฝั่งถนน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของสินค้าอันตราย ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนกระบวนการจัดส่ง ตลอดจนการจัดส่งเสร็จสิ้น โดยสามารถแบ่งการจัดการเป็น 3 ส่วน ดังนี้

การจัดการ ก่อน เริ่มการขนส่ง

  • ศึกษากฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งวัตถุอัตรายทางถนน โดยสินค้าแต่ละชนิดอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันไป เช่น สินค้ากากอุตสาหกรรม
  • ผู้ขนส่งหรือผู้ประกอบการขนส่ง ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย และพนักงานขับรถต้องผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 4 จากกรมขนส่ง
  • พนักงานขับรถต้องผ่านการอบรบหลักสูตรการขับขี่ปลอดภัย การขนส่งวัตถุอันตราย รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่ง
  • บรรจุภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบรรจุสินค้าต้องผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากกรมโรงงานฯ
  • จัดทำและติดตั้ง ป้าย อักษร หรือสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตรายไว้ที่ตัวรถ หรือบรรจุภัณฑ์
  • ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทาง (GPS Tracking) กับผู้ให้บริการ GPS ที่ผ่านการรับรองและเชื่อมสัญญาณกับกรมขนส่ง เพื่อส่งข้อมูลพนักงานขับรถ เส้นทาง และช่วงเวลาที่ปฏิบัติงาน ฯลฯ
  • ติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบ และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการป้องกันอันตรายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • จัดเตรียมชุดนิรภัย สำหรับพนักงานขับรถ เช่น หมวก แว่นตา รองเท้า หน้ากาก ชุดเซฟตี้ ฯลฯ โดยจัดเตรียมให้เหมาะสมกับสินค้าอันตรายที่ขนส่ง
  • จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน การเคลื่อนย้าย จัดวาง และรัดตรึงให้เหมาะสมกับบรรจุภัณฑ์
  • จัดทำแผนเส้นทางการจัดส่ง พร้อมประเมินจุดเสี่ยง จุดพักรถ และเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน
  • จัดเตรียมเอกสารประจำรถให้ครบถ้วน ได้แก่ ใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 4, ทะเบียนรถ, ใบกำกับการขนส่ง, MSDS และ ข้อแนะนำเป็นลายลักษณ์อักษรกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • จัดทำประกันภัยการขนส่งวัตถุอันตรายทางถนน ซึ่งคุ้มครอง ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลที่สาม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขจัด เคลื่อนย้าย บำบัด และบรรเทาความเสียหาย ตลอดจนการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม หรือใกล้เคียงกับสภาพเดิม
  • จัดทำแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Emergency Response Planning) และจัดให้มีการซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • พนักงานขับรถต้องมีสภาพร่างกาย และจิตใจพร้อมต่อการปฏิบัติงาน ไม่มีอาการมึนเมา หรือขาดสติสัมปชัญญะ รวมถึงตรวจสภาพรถให้พร้อมใช้งาน เช่น สัญญาณไฟ หม้อน้ำ เบรก ดอกยาง ความดันยางรถยนต์ ฯลฯ
  • กำหนดบทลงโทษ และรางวัลสำหรับจูงใจพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฏระเบียบ และมีผลการทำงานที่ดีเยี่ยม

การจัดการ ระหว่าง การขนส่ง

  • พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามคู่มือ และมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด รวมถึงสวมอุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) ตลอดการปฏิบัติงานตั้งแต่เข้ารับสินค้าจนถึงจัดส่งสินค้า
  • เมื่อขับรถต่อเนื่อง 4 ชั่วโมงต้องแวะพักผ่อนอย่างน้อย 30 นาที หรือตามกฎหมายกำหนด ในพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยห้ามจอดบริเวณไหล่ทาง
  • กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน มีความจำเป็นต้องจอดไหล่ทาง พนักงานขับรถต้องวางกรวยสะท้อนแสง ป้าย หรือสัญลักษณ์ตามที่กฎหมายกำหนด
  • เคารพกฎหมายจราจร ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ และจัดบริเวณหน้ากระจกให้ทัศนวิสัยชัดเจน
  • สังเกตพฤติกรรมเสี่ยงของตนเอง เช่น การกระพริบตาบ่อย หาว เหม่อลอย  ตาปรือ ขับรถส่าย ฯลฯ เมื่อสังเกตพบให้รีบหาจุดพักรถ
  • กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พนักงานขับรถต้องรีบดำเนินการตามขั้นตอนแผนฉุกเฉินที่วางไว้ และประสานงานผู้เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ

การจัดการ หลัง การจัดส่งสินค้า

  • กรณีมีสินค้าตกค้างอยู่ในบรรจุภัณฑ์ รวมถึงน้ำที่ใช้ชะล้างทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์ ทางผู้ขนส่งต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
  • ซ่อมบำรุงยานพาหนะ และอุปกรณ์ส่วนควบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • หมั่นควบคุม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ ให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
  • ติดตามข่าวสารระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายด้านการขนส่งสินค้าอันตราย ที่อาจมีประกาศและบังคับใช้ออกในอนาคต
  • ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้สำหรับลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ

จะสังเกตได้ว่าความยุ่งยากและซับซ้อนส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนการจัดการก่อนเริ่มการขนส่ง เนื่องจากการเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มคุณภาพการขนส่ง เป็นการปิดความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ดังนั้นเจ้าของสินค้า หรือผู้ผลิตจึงมอบความไว้วางใจให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ที่มีประสบการณ์การทำงานจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และมีทรัพยากรที่เพียงพอในการบริหารจัดการตลอดทั้งซัพพลายเชน

สำหรับผู้ที่สนใจบริการขนส่งสินค้าอันตราย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่                
08-1372-6305 (คุณภัณฑิรา) หรือ 02-586-2046, 02-586-6777

อ้างอิงข้อมูลจาก nesdb.go.th, oic.or.th, hasla.or.th

อ้างอิงรูปภาพจาก unsplash.com, trans.info, ansys.com, magicsunshop.com

Share this post