เอสซีจี โลจิสติกส์ ขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมพัฒนาโซลูชั่นนำเข้า-ส่งออก เสริมความแข็งแกร่งให้ลูกค้าเต็มรูปแบบ

กรุงเทพฯ : 15 มีนาคม 2559 – เอสซีจี โลจิสติกส์ ผู้นำการให้บริการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าอย่างเต็มรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดกลยุทธ์รองรับการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทุบงบไอทีกว่า 400 ล้านบาท พัฒนาโซลูชั่นการขนส่งสินค้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นระบบการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขยายโอกาสการแข่งขันในตลาดอย่างครบวงจร ผลักดันธุรกิจเติบโตอีก 18% ตั้งเป้ายอดขาย 17,800 ล้านบาทภายในสิ้นปี

นายสยามรัฐ สุทธานุกูล  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี       โลจิสติกส์ แมเนจเมนท์ จำกัด ในเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ ก่อสร้าง เปิดเผยว่า หลังจากที่ เอสซีจี โลจิสติกส์ ได้เปิดตัวบริการ Next Day Nationwide ไปเมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นบริการที่ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเรื่องความรวดเร็วในการ  ขนส่ง  และลดปัญหาความยุ่งยากที่ต้องติดต่อผู้ให้บริการหลายราย ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีความต้องการส่งสินค้าจำนวนน้อยแต่เร่งด่วน ให้จัดส่งถึงที่หมายทั่วประเทศภายในวันรุ่งขึ้นได้ ทำให้ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง และไม่สูญเสียโอกาสทางการขาย สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีในปีนี้ ยังคงเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่องด้วยการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ไปยังภูมิภาคและพร้อมยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Hub)  แห่งภูมิภาคอาเซียน ตามการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

โดยยังคงให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดน รวมถึงการขนส่งสินค้าภายในประเทศต่างๆ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถกระจายไปสู่ภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาเครือข่ายการขนส่งข้ามประเทศ  (Cross Border Transportation) เน้นพัฒนาด่านที่สำคัญ 3 ด่านได้แก่ อรัญประเทศ แม่สอด มุกดาหาร อีกทั้งสร้างฐานและขยายเครือข่ายการขนส่งในกลุ่มประเทศ  GMS  และอินโดนีเซีย  พร้อมได้จัดตั้งบริษัทโลจิสติกส์ในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้

นอกจากนี้ เอสซีจี โลจิสติกส์ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันให้กับลูกค้าด้วยการพัฒนา “โซลูชั่นด้านการนำเข้า-ส่งออกของไทยให้ได้มาตรฐานสากล” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาด รวมทั้งลดความเสี่ยงต่าง ๆ จากการค้าระหว่างประเทศ โดยทุ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีกว่า 400 ล้านบาท นำเทคโนโลยีระดับโลกจาก ORACLE มาใช้สร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งระหว่างประเทศ มีโปรแกรมตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังได้นำระบบการจัดการเอกสารอย่างเป็นระบบจาก OpenText มาใช้จัดการเอกสารตั้งแต่คำสั่งซื้อจนถึงการจ่ายเงิน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถวางใจได้ว่าสินค้าจะไปถึงปลายทางอย่างสมบูรณ์ ตรวจสอบทุกสถานะของกระบวนการได้ และทราบกำหนดการได้รับค่าสินค้าอย่างแน่นอน ช่วยลดทอนความยุ่งยากในการติดต่อหลายส่วนงาน อีกทั้งยังสร้างประสิทธิภาพในการนำเข้า-ส่งออกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้าด้วยบริการแบบ One Stop Service ให้บริการขนส่งสินค้าทั้งทางรถบรรทุก เครื่องบิน และทางเรือ พร้อมด้วยศูนย์กระจายสินค้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ตลอดจนการติดต่อกับกรมศุลกากร จัดการเอกสารครบทุกกระบวนการและทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของเอสซีจี และถือเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยมีบริษัทจัดการไอทีชั้นนำร่วมพัฒนาโครงการนี้กว่า 10 ราย มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2559 และจะเริ่มใช้จริงต้นปี 2560

เอสซีจี โลจิสติกส์ เชื่อมั่นว่า การใช้กลยุทธ์พัฒนาโซลูชั่นและลงทุนด้านเทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วย   เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้ลูกค้า ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี โลจิสติกส์ ให้เติบโตขึ้นตามแผน โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 17,800 ล้านบาท ภายในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 18 %

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogisticsอ้างอิงและรูปภาพจาก  งานแถลงข่าวของ SCG Logistics, สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

Share this press