Paris 2015 : บทสรุปจากที่ประชุม “The 2017 solution”

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ “United Nations Framework Convention on Climate Change (COP21 /CMP1 ครั้งที่ 21)” หรือเป็นที่รู้กันในชื่อ “Paris2015” เป็นการประชุมสุดยอดที่ประสบความสำเร็จ ที่ผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 197 ประเทศ ตกลงในความร่วมมือในข้อตกลงใหม่ระหว่างประเทศในเรื่องสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” ก่อนที่โลกจะเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติเมื่อพื้นน้ำแข็งของขั้วโลกบางขึ้นมาก ถึงแม้ว่าจะ ยังไม่มีการเซ็นสัญญาความตกลงต่างๆจากการในครั้งนี้จนกว่าจะถึงเดือนเมษายน 2559 แต่ผลจากการประชุมดูเหมือนเป็นชัยชนะของทุกคน และถึงแม้ว่าคณะผู้เข้าร่วมประชุมของไทยได้ปฏิเสธเงินสนับสนุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการช่วยเหลือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก แต่บางทีหลังจากมีการเซ็นข้อตกลงในปี 2559 แล้วทุกอย่างอาจะเปลี่ยนไป ตัวกระตุ้นที่ทรงอิทธิพลไม่ว่าจะเป็นจากจดหมายของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อกลางปี 2558 การวิจัยจากสถาบัน MIT ที่นำเสนอแพลตฟอร์มของพลังงานทดแทน, ประเทศจีนและประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในข้อตกลงต่างๆ และที่สำคัญไปกว่านั้น การมีเงินทุนสนับสนุนมากมายสำหรับการเริ่มต้นในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (เงินอุดหนุนทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5,300 ล้านล้านดอลล่าร์ต่อปีที่บริษัททั่วโลกจะได้ประโยชน์ทดแทนตามนโยบายของ IMF (International Monetary Fund)

แต่สิ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางด้านพลังงานที่แท้จริงก็คือ ลักษณะของการร่างข้อตกลงซึ่งแทนที่จะเป็นการบังคับตามกฎหมาย (แบบ Top-down mandatory), COP21 ได้ร่างข้อตกลงที่แต่ละฝ่ายมาพบกันครึ่งทาง (ได้ประโยชน์แบบ Win-Win) เช่น ในเรื่องของการยับยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิของภูมิอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปมากเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสนั้น แต่ละประเทศสามารถที่จะนำเสนอแผนงานของตนในเรื่องนี้ได้อย่างเสรีเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปกป้องชีวิตของพลเมืองทั้งประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ตามทุกประเทศทั่วโลกจะต้องร่วมมือกันอยู่ดี 

ในทางเทคนิคนั้น “กลยุทธ์พบกันครึ่งทาง” ฟังดูจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดทางด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค และนั้นทำให้เกิดความหลากหลายในการใช้เครื่องมือที่เป็นไปได้สำหรับพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด (เช่น บางประเทศใช้พลังงานจาก Sola cell  ดีกว่าพลังงานลม เป็นต้น) และแน่นอนพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นที่พูดถึงในการประชุมนี้ถึงแม้จะมีการพัฒนาโดยใช้แร่ทอเรียม (Thorium); ซึ่งได้มาจากแร่ยูเรเนียม (Uranium) และพลูโตเนียม (Plutonium); แทนพลังงานนิวเคลียร์ แต่ดูเหมือนว่าโครงการยังไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องของเสียหลังจากการใช้ยูเรเนียบและพลูโตเนียม ในขณะที่ความก้าวหน้าในการพัฒนาปฏิกิริยา “Fusion” และพลังงานด้านอื่นๆ ซึ่งรวมถึง “Gigafactory” ของ Elon Musk ที่เป็นตัวต่อสำคัญในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ทันสมัยที่สุด เป็นอีกก้าวหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ต้องจับตามองของโลกอย่างมาก แต่เงินทุนที่สนับสนุนโครงการต่างๆเหล่านั้นยังคงน้อยมากเหมือนเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับหากในอนาคตโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์พบกันครึ่งทาง (Meet-Halfway Approach) :
แม้ว่าข้อตกลงต่างๆจะดูแหมือนเป็นการบังคับกลายๆทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศต่างคาดหวังที่จะให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจโดยที่ทุกคนควร “เห็นชอบ” ที่จะทำตามข้อตกลงเหล่านั้นตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น (Local Condition) ข้อจำกัดด้านสภาพเศรษฐกิจแต่ละประเทศ (Economical Limitation) และสภาพทางการเงินด้วย  แต่จุดเปลี่ยนทางด้านพลังงานนี้; อย่างที่รู้กัน; ยังคงมีความจริงที่ท้าทายมากมายที่ต้องเผชิญอยู่ ส่วนหนึ่งจากคำประกาศฉันทามติของอดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้, เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela), ที่เคยแถลงไว้ครั้งหนึ่งว่า “After climbing a great hill, one only finds that there are many more hills to climb.” ได้บอกเป็นนัยถึงแต่ละประเทศที่หลังจากการประชุมครั้งนี้ จะต้องนำสัญญาที่ได้ตกลงไว้กลับไปดำเนินการที่ประเทศของตนโดยต้องหาวิธีการที่จะให้ทุกคนในประเทศดำเนินตามด้วย เช่นเดียวกับ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ที่จะต้องหาวิธีการที่จะให้ผู้คนบางส่วนในโลกที่ไม่เชื่อว่า “ภาวะโลกร้อน” เกิดจากการกระทำของมนุษย์หันมาให้ความสนใจและร่วมมือในแผนงานต่างๆในอนาคต ยกตัวอย่างการดำเนินการที่สอดคล้องกับการประชุม COP21

Pres. Obama -Elon Musk Handshake: “COP21 worry not, we got this.”

Gigafactory ของ Elon Musk โรงงานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตแบตเตอร์รี่ลิเธียม สำหรับ Supply ให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตของบริษัท Teslaกว่า 500,000 คัน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมชิ้นเอกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่กลไกในโรงงานทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนจากแหล่งพลังงานสะอาด 100% และเพราะมันตั้งอยู่กลางทะเลทรายที่ไม่มีระบบนิเวศ จึงต้องใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นหลัก จึงถือเป็น “Zero-Footprint” ของความยั่งยืนในศตวรรษที่21 และในอนาคต และยังเป็น “Solution” ที่เป็นที่ต้องการของการประชุม COP21 ด้วย ต้องขอบคุณประธานาธิบดีโอบามาที่จับมือกับ Elon ในปี 2008 ที่ทำให้เกิดอภิมหาโปรเจคนี้ ซึ่งปัจจุบันสาธารณูปโภคต่างๆในสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างเซ็นสัญญาซื้อพลังงานสะอาดนี้ ด้วยต้นทุนทางไฟฟ้าที่ต่ำกว่าการใช้พลังงานจากฟอสซิลด้วย ซึ่ง Gigafactory ของ Tesla ได้ตั้งมั่นที่จะเป็น “Accelerate the world’s transition to sustainable transportation” เลยทีเดียว

Solarcity.com :
Solarcity, บริษัทอเมริกันผู้ให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์โดยการออกแบบพร้อมติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มลูกค้า โดยติดตั้งและซ่อมระบบพลังงานแสงอาทิตย์ฟรีตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงการติดตามระบบตลอด 24/7 ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการจะสามารถใช้ไฟฟ้าในต้นทุนที่ต่ำนานถึง 20 ปีและสิ่งที่ต้องจ่ายมีเพียงค่าบริการรายเดือนที่มูลค่าต่ำกว่าการใช้ไฟฟ้าด้วยระบบธรรมดาแบบที่ผ่านมา

Renewables to go Mainstream by 2017:
ด้วยแรงกระตุ้นที่เข้มข้นจากการประชุม COP21, รูปแบบทางธุรกิจอย่าง Solarcity, โรงงานที่ใช้พลังงานสะอาดในการผลิตแบตเตอร์รี่อย่าง Gigafactory ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2017 และประเทศมหาอำนาจของโลกที่ต้องการจะมีโรงงานพลังงานสะอาดแบบ Gigafactory เป็นของตนเองเพื่อให้มี supply ที่ทันสมัยที่สุด; ยังไม่รวมถึงความก้าวหน้าที่เกิดจากการใช้ IoT (Internet of Things) ; “พลังงานทดแทน” จึงเป็นประเด็นที่โลกกำลังคบคิดและดำเนินการให้สำเร็จในปี 2017 นี้ ในไม่ช้าเราคงจะได้เห็นพลังงานแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ การสื่อสารและสาธารณูปโภคต่างๆในอนาคตอันใกล้ หรือเรียกได้ว่า เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สามที่เข้มข้นในเรื่องของ ”พลังงาน” อย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงจาก  bbc.com, theguardian.com, solarcity.com, wsj.com, pablosolon.wordpress.com, technisider.io, seia.org, Bamgkokpost.com, unfccc.int

Share this post