“In-car” delivery เทรนด์ใหม่จาก Amazon

____________________________________________________

 In Brief

 “In-car delivery” บริการขนส่งพัสดุถึงรถยนต์ของลูกค้าคนพิเศษระดับ Amazon Prime ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ผ่าน Mobile Application ที่เชื่อมต่อกับ “Car service” ของรถยนต์ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง  General Motors และ Volvo  เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายของลูกค้า. . . เพียงเท่านี้พัสดุจะถูกจัดส่งทันที ภายใน 4 ชั่วโมง!!

___________________________________________________

ก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอบทความเรื่อง “In-Home Delivery ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งให้กับลูกค้าและแนวคิดการทำธุรกิจแบบ “Customer Centric” ของยักษ์ใหญ่ Amazon ที่ลูกค้าจะต้องได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด จนกลายเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ทางด้านโลจิสติกส์ ที่ทำให้ Amazon เติบโตและ ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้ และไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น Amazon ได้พัฒนารูปแบบการขนส่งใหม่ “In-car Delivery” หรือ “ส่งพัสดุถึงรถยนต์” โดยลูกค้าจะได้รับพัสดุรวดเร็วภายใน 4 ชั่วโมง!! ใช่ คุณฟังไม่ผิด 4 ชั่วโมง!!

ปลายปีที่แล้ว Amazon ได้ลงนามทำสัญญาเพื่อบริหารจัดการ “ห้องรับพัสดุ” ของอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา (รวมๆกว่า 850,000 ยูนิต) และติดตั้ง “Amazon Locker System” ในการบริหารจัดการการส่งพัสดุจากคลังสินค้าของร้านค้าต่างๆถึงประตูบ้านลูกค้าอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว

AvalonBay Communities, Inc.; บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ลงทุนในธุรกิจประเภทอพาร์ตเมนต์; หนึ่งในคู่ธุรกิจที่ทำสัญญากับ Amazon โดยหลายปีที่ผ่านมา เจ้าของอพาร์ตเมนต์ต่างเผชิญปัญหาในการบริหารจัดการกองพัสดุมากมายของผู้อยู่อาศัย ในแต่ละวันพนักงานของอพาร์ตเมนต์จะต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในการจัดเรียงพัสดุตามที่อยู่ และยังต้องเสียพื้นที่ในการกองเก็บพัสดุอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าของอพาร์ตเมนต์ทีเดียว

Locker System ของ Amazon จะเก็บพัสดุจากผู้ขนส่งทุกรายไว้อย่างเป็นระบบ (ไม่จำเป็นต้องเป็นพัสดุจากการซื้อผ่าน Amazon เท่านั้น) ในขณะที่เจ้าของพัสดุเท่านั้นที่จะได้รับการแจ้งเตือนและรหัสพิเศษสำหรับกดเปิด locker เพื่อรับพัสดุของตนเอง ซึ่งระบบของ Amazon จะทำให้เจ้าของพัสดุสามารถเข้าถึงพัสดุของตนแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง เจ้าของอพาร์ตเมนต์จะเสียค่าใช้จ่ายราวๆ 10,000 ถึง 20,000 ดอลล่าร์ เพื่อติดตั้ง Locker System โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายรายเดือนใดๆ และเจ้าของอพาร์ตเมนต์ส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยไม่ชาร์จกลับไปที่ผู้อยู่อาศัย เพราะได้ trade off กับค่าใช้จ่ายการจ้างพนักงานจัดการกองพัสดุแล้วคุ้มกว่ามากทีเดียว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในอพาร์ตเมนต์ใหญ่ๆกว่า 80,000 ยูนิต อย่าง AvalonBay Communities, Inc. หรือ Greystar จะต้องรับพัสดุกว่า 1,000 ชิ้น/เดือนสำหรับอพาร์ทเมนท์แต่ละแห่ง และหลายปีผ่านมาปริมาณพัสดุเหล่านั้นเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 30%

Amazon พยายามหาหนทางที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าถูกลง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าค่าขนส่งสินค้าส่วนที่แพงคือ “Last mile” (ขาปลายทางถึงประตูบ้านลูกค้า) จำนวน “Stop” หรือปลายทางที่ต้องหยุดส่งสินค้า ยิ่งมากยิ่งทำให้ต้นทุนของกระบวนการสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหาย/ถูกขโมยหากส่งสินค้าแบบไม่ถูกต้องด้วย ดังนั้น การขนส่งไปยังปลายทางเดียว; โดยการใช้ Locker ที่ติดตั้งที่อพาร์ตเมนต์; ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนได้มาก และการที่ขั้นตอนที่แสนยุ่งยากถูกตัดออกไประบบ Locker จึงน่าสนใจไม่น้อย แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณา ก็คือ จำนวน locker ที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นของแต่ละอพาร์ตเมนต์ ซึ่ง Amazon จะต้องพัฒนา locker ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งในและนอกอาคาร (กรณีห้องพัสดุมีพื้นที่จำกัด) และระบบ locker จะต้องเชื่อมต่อได้ด้วย mobile internet เพื่อความสะดวกของผู้ใช้งาน (ทั้งนี้ ระบบ locker ยังไม่สามารถรองรับสินค้าขนาด oversize ได้ในปัจจุบัน และเป็นประเด็นที่ Amazon จะต้องหา solution ต่อไป)

อีกหนึ่งโมเดลการขนส่งของ Amazon ที่น่าสนใจคือ การ launch “Amazon Flex” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ recruit ประชาชนคนทั่วไปให้มาร่วมงานกับ Amazon ในการขนส่งพัสดุ (ด้วยรถยนต์ของพวกเขาเอง คล้ายกับการขับ Uber Taxi) ตามช่วงเวลาที่พวกเขาสะดวกให้บริการ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แลกกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ Amazon มี fleet รถขนส่งเพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลาด้วย

และในไม่ช้านี้ เราจะได้พบกับโมเดลใหม่ของ Amazon นั่นคือ “In-car Delivery” หรือ “การขนส่งสินค้าไปยังรถยนต์ของลูกค้า” โดยเมื่อเร็วๆนี้ Amazon ได้ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง “General Motors” และ “Volvo Cars” เพื่อเริ่มการให้บริการดังกล่าว ในการอนุญาตให้ผู้ขนส่งของ Amazon เข้าถึงรถยนต์หลายล้านคันของสองค่ายใน 37 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อตกลงของ Amazon นั้นจะต้องทำให้ความกังวลของเจ้าของรถยนต์หมดไป จากการที่มีคนแปลกหน้าสามารถเข้าถึงรถยนต์ของตนเองได้ เช่นเดียวกับโมเดล In-home delivery ของ Amazon ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2017 ด้วยระบบ “smart lock” และ “Security Camera” ด้วยต้นทุนในการติดตั้งราวๆ 220 ดอลล่าร์สหรัฐ

แน่นอนว่า โมเดลการขนส่งใหม่นี้ฟรีสำหรับสมาชิกระดับ “Prime” ของ Amazon ที่ใช้รถยนต์ของสองค่าย คือ GM และ Volvo โดยลูกค้าเจ้าของรถยนต์จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “Amazon Key” ซึ่ง link กับ Amazon Account และเชื่อมต่อกับ car service (เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นชื่อ “OnStar” ; ของบริษัท OnStar Corporation บริษัทย่อยของ General Motors; ที่เชื่อมต่อกับรยนต์ Opel ทำให้เจ้าของรถยนต์สามารถรค้นหารถยนต์ที่จอดไว้ ปิด/เปิดรถยนต์ได้ ดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง/ลมยาง ซึ่ง feature ทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ) และต้องจอดรถในที่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงได้ เมื่อถึงวันที่จะส่งสินค้า ลูกค้าจะได้รับสินค้าภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งระบบจะส่งข้อความเตือนเมื่อมีการเปิดและปิดรถโดยผู้ขนส่งที่ได้รับอนุญาตจาก Amazon ด้วยสินค้าที่ถูกต้องตรงกับผู้รับเท่านั้น ซึ่งหากผู้ขนส่งลืมล๊อครถระบบของรถยนต์จะต้องล๊อคแบบอัตโนมัติด้วย โมเดลการขนส่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Amazon กำลังพยายามที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถ๊ชีวิตของลูกค้า ซึ่งจำนวนสมาชิกระดับ Prime มีมากถึง 100 ล้านคน และอุปกรณ์ของ Amazon ที่อยู่ในบ้านลูกค้ามีมากกว่าล้านชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Amazon Echo (ลำโพงอัจฉริยะ)  Amazon Dash (อุปกรณ์สั่งซื้อสินค้าอัตโนมัติ) จากที่เคยนำเสนอในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง “Amazon … ยุคใหม่ของการ Shopping!!” ซึ่งทำให้ลูกค้าสะดวกสบายและพอใจที่จะใช้บริการของ Amazon มากกว่าคู่แข่งรายอื่น

 

อย่างไรก็ตาม In-car delivery นี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางด้านโลจิสติกส์ของ Amazon ในความพยายามที่จะต่อยอดการบริหารการขนส่งพัสดุที่ไม่ใช่สินค้าของ Amazon เท่านั้น ในขณะที่ประเด็นความต้องการของลูกค้าในการขนส่งโมเดลนี้ยังคงไม่ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามสรรหาและใส่เทคโนโลยีมากมายลงไปในรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เจ้าของรถยนต์กลับมีแนวโน้มที่จะใช้เพียง feature พื้นฐานอย่าง Bluetooth เท่านั้น ส่วนรถยนต์ที่จะสามารถให้บริการ in-car delivery ได้ จะเป็นรถยต์ค่าย Volvo และ GM โมเดลปี 2015 ขึ้นไป ซึ่งรวมถึง Chevrolet, Buick, GMC และ Cadillac ที่มี 4G LTE internet  โดยทั้ง GM และ Volvo จะไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มกับเจ้าของรถและหวังว่า Feature นี้จะทำให้เกิดความแตกต่างจากรถยนต์ค่ายอื่นๆอีกด้วย หากโมเดลนี้ไปได้สวยธุรกิจค้าปลีกคงมีอะไรให้ตื่นเต้นอีกอย่างแน่นอน

 

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  wsj.com, businessinsider.com, foxbusiness.com, pexels.com, todayonline.com, thepantheronline.com, roadshow.com

Share this post