Haropa: Opens up the gates of western Europe’s major seaport

ใครที่สนใจด้านประวัติศาสตร์อาจจะเคยได้ยินการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศสสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนั้นฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะ เนื่องจากการบริหารระบบโลจิสติกส์ ที่ดีเยี่ยม 

สงครามในครั้งนั้นส่งผลต่อรากฐานระบบโลจิสติกส์ของยุโรปที่แข็งแกร่งและยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้  บทความนี้จึงขอพาไปรู้จักกับ  “HAROPA” หรือ “ท่าเรือร่วม” ของฝรั่งเศสที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็น “Logistics hub”  แห่งแรกของฝรั่งเศส ที่เชื่อมโยงท่าเรือสินค้าระหว่าง 3 เมือง เข้ามาทำงานร่วมกันเสมือนเป็นท่าเรือเดียวและให้บริการอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาที่ท่าเรือแต่ละแห่งต่างคนต่างดำเนินการ ทำให้บ่อยครั้งกลายเป็นการทำธุรกิจแข่งขันกันเอง และส่งผลให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก/ยุ่งยากและการบริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ฝรั่งเศสเล็งเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก (Global Trend) ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการท่าเรือ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ประเด็น คือ

  1. การเพิ่มปริมาณการค้าทางเรือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่ปัจจุบันมีเศรษฐกิจขยายตัวดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 
  2. กระแสการแข่งขันกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบท่าเรือสินค้าร่วม (Integrated Port System) ของประเทศต่างๆ ที่พยายามตอบสนองลูกค้าให้ได้รับความสะดวกมากที่สุด
  3. ความกระตือรือร้นในการปรับตัวของแต่ละประเทศ ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจมากขึ้น
  4. การบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และการขนส่งทางบกที่มีข้อจำกัดมากขึ้นในทุกวันนี้ 

ท่าเรือทั้งสามแห่งที่ถูกนำมารวมกันเป็นระบบโลจิสติกส์นี้ ประกอบด้วย ท่าเรือเมืองเลอ อาฟวร์ (Le Havre) เมืองรูอ็อง (Rouen) และกรุงปารีส(Paris) โดยทั้ง 3 เมืองนี้ เชื่อมต่อโดยแม่น้ำสายเดียวกัน คือ แม่น้ำแซน (Seine) โดยปากแม่น้ำแซน เริ่มต้นอยู่ที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เชื่อมต่อกับทะเลบริเวณช่องแคบอังกฤษ มีเมืองท่าที่ปากแม่น้ำ คือ  เมืองเลอ อาฟวร์ ถัดเข้ามาด้านในจึงเป็นเมืองรูอ็อง และต่อเข้ามาตอนในของประเทศอีกนิดก็ถึงกรุงปารีส  เทียบกันแล้วก็เหมือนประเทศไทยเรา ที่มีท่าเรือเชื่อมต่อทะเลจากปากอ่าวไทยที่สีชัง และมุ่งต่อเข้าสู่เมืองผ่านท่าเรือคลองเตย หรือบางปะกง และล่องไปยังจังหวัดและตัวเมืองต่างๆ นั่นเอง ส่วนคำว่า “HAROPA” เกิดจากการเรียงลำดับชื่อเมืองจากปากแม่น้ำแซนเข้ามาด้วยชื่อพยางค์แรกของทั้ง 3 เมือง ซึ่งถือเป็นโครงการทางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญทีนั่นเอง

HAROPA เกิดจากวิสัยทัศน์ของฝรั่งเศสที่ต้องการสร้างท่าเรือสินค้าของตนเองให้เป็น “ประตู(Gateway) หรือจุดเชื่อมต่อสินค้าจากทั่วโลกเข้าสู่ยุโรปตะวันตก” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2010 (พ.ศ.2553) ซึ่งฝรั่งเศสมองว่าการการรวมภารกิจของท่าเรือทั้ง  3 แห่งเข้าด้วยกันจะช่วยตอบโจทย์ทิศทางของโลกเกี่ยวกับท่าเรือสินค้าที่กำลังเปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี ผลประโยชน์ที่ได้จากโครงการนี้ คือ 

  1. การสร้างระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพ จากการทำงานร่วมกันทั้งภายในฝรั่งเศสเอง และการเชื่อมต่อกับยุโรป และลดการแข่งขันทางธุรกิจภายในอย่างที่ผ่านมา ขณะที่ลูกค้าได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย 
  2. สร้างการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ระหว่างโหมดการขนส่งทางน้ำ ทางรถไฟ และทางรถยนต์ ซึ่งช่วยให้การขนถ่ายสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และมีอุปสรรคน้อยที่สุด 

ถ้าถามว่าวันนี้ HAROPA ซึ่งปัจจุบันมีอายุเพียงประมาณ 5 ปี ประสบความสำเร็จเพียงใด ก็พอจะบอกได้จากการเป็นท่าเรืออันดับ 5 ของโลก รองจากท่าเรือรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์, แอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม, ฮัมบูร์ก ของเยอรมัน และอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว

ในการดำเนินงานจะเริ่มจาก HAROPA ติดต่อกับลูกค้าและนำเสนอ “solution” ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อนำเข้าและกระจายสินค้าเข้าสู่เมืองปารีสและยุโรป โดยพัฒนาโมเดลการขนส่งที่มีประสิทธิภาพด้วยโมเดล “Multi-modal” สำหรับกระจายสินค้าในเมืองใหญ่ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการขนส่งด้วยรถขนส่ง ยกตัวอย่างสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่วางขายที่ super market ในปารีส จำเป็นต้องขนส่งสินค้าทางเรือก่อนแล้วจึงถ่ายออกเพื่อกระจายทางรถขนส่ง แม้กระทั่งสินค้าก่อสร้าง ก็มีการสร้างโป๊ะสำหรับวางอุปกรณ์ไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งของ ลักษณะเดียวกับที่เอสซีจี โลจิสติกจ์ ให้บริการลูกค้าในเครือฯ

จุดแข็งที่เป็นประโยชน์ สะดวก และน่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีที่สุด คือ ลูกค้าของ HAROPA ไม่จำเป็นต้องทำสัญญาระยะยาวระหว่างลูกค้ากับท่าเรือ ซึ่งมีความยุ่งยาก ขอเพียงมีปริมาณสินค้าในการขนส่งที่มากเพียงพอ ( Volume Throughput) ก็สามารถรับบริการได้ทันที โดย HAROPA จะได้รับประโยชน์จากการที่สามารถใช้ท่าเรือนี้ให้บริการกับสินค้าอื่นๆได้ด้วย พร้อมกันนี้ HAROPA จัดการทั้งเรื่องการสร้างท่าเรือที่เหมาะสมเพื่อขนถ่ายสินค้า การบริหารท่าเรือ การขนส่ง และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชน)

เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวคิดของประเทศฝรั่งเศสทั้งหมดนี้ มีความแตกต่างจากบ้านเรา ตรงที่มองว่าการลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องพัฒนา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้ ภายใต้ภาระต้นทุนที่ดี เหมาะสม ทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ทั้งภาคธุรกิจ สังคม และการลดปริมาณรถบรรทุกบนท้องถนน โดยที่รัฐไม่ต้องเสียเวลาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน “ที่ผิดฝาผิดตัว” อาทิ การสร้างถนน ซึ่งไม่ได้ช่วยลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจได้มากนัก นั่นเอง

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงจาก Supply Chain Mania D-Day 2015  , รูปภาพจาก haropaports.com

Share this post