Growth Mindset , You can do it คิดแบบนี้ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร?

You-can-do-it-if-you-have-Growth-Mindset

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Growth Mindset ในปัจจุบันนี้ต่างเป็นคุณสมบัติที่ทุกท่านควรจะมีติดตัวไว้เพื่อเผชิญกับสถานการณ์การดำรงชีวิตประจำวัน และนำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักมันให้มากขึ้นผ่านบทความจาก UK weekly – blockdit.com หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านนะครับ

หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านบทความเกี่ยวกับทฤษฎีอยู่ทฤษฎีนึง ทำให้นึกถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา เลยคิดว่าถ้านำมาเล่าสู่กันฟังบนพื้นที่นี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนที่กำลังต่อสู้กับความกลัวภายในจิตใจของตนเอง หรือ คนที่กำลังท้อแท้ หมดหวังกับสิ่งที่ลงมือทำไปแล้วแต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ เลยทำให้ยอมแพ้กับอุปสรรคเหล่านั้น วันนี้ ผมอยากจะให้กำลังใจทุกคนไปพร้อม ๆ กับการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของผมในวันนั้น ผ่านทฤษฎี Growth Mindset & Fix Mindset เผื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้มีแรงสู้กันต่อไปครับ

Growth Mindset & Fix Mindset ที่เขาพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ต้นกำเนิดมาจากหนังสือของ Carol Dweck ชื่อ Mindset: The New Psychology of Success สรุปใจความได้ว่า

Growth Mindset คือ คนที่เชื่อว่าความสามารถ จะเปลี่ยนแปลง และ พัฒนาได้เสมอ โดยผ่านการเพียรพยายาม การขวนขวายหาความรู้ การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค การเชื่อในสิ่งที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าเราจะเติบโตมาด้วยต้นทุนชีวิตอย่างไร? เราจะสามารถพัฒนากลายเป็นคนที่เก่งขึ้นได้ ส่วน Fixed Mindset คือ คนที่เชื่อตรงข้ามเลยครับ คือเชื่อว่าความสามารถต่าง ๆ เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เป็นเรื่องที่มีติดตัวมาเท่าไหนเท่านั้น

Never give up and keep improve yourself

จุดนี้เองเลยทำให้ผมนึกถึงคลิปวิดีโอคลิปนึงของ The Standard ที่ได้สัมภาษณ์คุณปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์ ในประเด็น “ความสวยที่แท้จริงของผู้หญิงที่โคตรสวย”  ซึ่งเธอได้พูดถึงเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และ เธอคือตัวแทนของคนที่มี Growth Mindset ที่ชัดเจนมาก ผมได้เรียนรู้จากเรื่องราวที่เธอเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเธอ คือ “การไม่ยอมแพ้ (never give up)”, การเห็นคุณค่าในตัวเอง, การไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง ไม่ว่าตัวเธอจะมีต้นทุนชีวิตมาแค่ไหน แต่เธอเชื่อว่า ถ้าเชื่อในสิ่งที่ ไร้ขีดจำกัด เราทุกคนจะสามารถพัฒนาศักยภาพได้ และ เธอยังบอกอีกว่า คนที่ประสบความสำเร็จบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่เคยผ่านการล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ฉะนั้น จงอดทน กล้าหาญ และ เข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นความสำเร็จ

ผมเลยอยากแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของผมที่ทำให้ผมเติบโตขึ้นมาได้อีกขั้นด้วยการไม่ยอมแพ้ เมื่อประมาณปี 2560 ผมได้รับภารกิจทำอย่างไร? ให้ทุเรียนไทยเป็นที่จดจำได้ของนักท่องเที่ยวชาวจีน และ สามารถขยายการค้ารวมถึงการขนส่งไปยังประเทศจีนได้ พอได้รับโจทย์มาตอนนั้นรู้สึกกังวลใจมาก เพราะในชีวิตไม่เคยมีประสบการณ์การเป็นพ่อค้ามาก่อนเลย และ ก็ไม่เคยคิดฝันว่าวันนึงเราจะต้องมาขายทุเรียน ในหัวตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวเลยว่า งาน logistics มันเกี่ยวอะไรกับการต้องมาขายทุเรียน? Fix Mindset ของผมเริ่มทำงานทันที ความรู้สึกต่อต้านภายในใจกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ผมคิดไม่ออกว่าจะลงมือทำอย่างไรให้มันสำเร็จ

แต่ด้วยความที่เป็นพี่ใหญ่แล้ว สิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะท้อ หรือ ถอยได้ คือ เมื่อมองไปข้างหลัง เรายังมีน้อง ๆ ในทีมที่พร้อมจะเดินทางไปบนเส้นทางใหม่ ๆ ที่เราต่างก็ไม่รู้เลยว่า มันจะเป็นเส้นของชัยชนะ หรือ เป็นความล้มเหลวที่กำลังรอเราอยู่ เท่ากับว่าตอนนั้นมีแรงกดดันหลายอย่าง หลัก ๆ ก็คือ ความกลัวภายในใจของผมเอง ประกอบกับการที่จะต้องหาวิธีในการบริหารความรู้สึก ความเข้าใจของน้อง ๆ ที่อยู่ข้างหลังผมทุกคน ให้เข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะลงมือทำร่วมกันในครั้งนี้ แต่โชคยังดีที่ตัวผมเองพอจะมี passion ความเป็นนักการตลาดอยู่ในสายเลือด เลยเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความเชื่อมั่นในตัวเองว่า เราน่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุเรียนไทย ให้กลายเป็น ทุเรียนไทย premium โดยตั้งเป้าว่าถ้าทำได้สัก 10-20% อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าการให้ชาวสวนจำหน่ายในราคาที่ถูก ถือเป็นการได้ช่วยเหลือประเทศอีกทาง พอคิดแบบนั้นก็เลยตัดสินใจเอาชนะความกลัวภายในใจด้วยประโยคง่าย ๆ เลยที่นึกออกตอนนั้นคือ “อย่ายอมแพ้ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ” คิดได้แบบนั้นก็เริ่มลงมือทำทันที

ในฐานะที่ผมมีความรู้ในการสร้างแบรนด์ การควบคุมคุณภาพของสินค้า (นับตั้งแต่ทุเรียนออกจากสวน ขนส่งข้ามแดนไปยังประเทศจีน) ประกอบกับผมเองก็เคยไปประเทศจีนมาหลายครั้ง ได้เห็นศักยภาพของตลาดจีนที่ยิ่งใหญ่มหาศาล และ ตอนนั้นธุรกิจ logistics เองก็มีความพร้อมในการส่งสินค้าออกไปจีนอยู่ในระดับนึง ทั้งหมดนี้เองเลยเปลี่ยนความกังวลมาเป็นความท้าทายที่ผมอยากเอาชนะ และ ผลที่ได้จากการลงมือทำในครั้งนั้น คือ การได้เรียนรู้บทเรียนที่มีประโยชน์และมีคุณค่า ผ่านมาถึงวันนี้ก็ดีใจทุกครั้งที่หลายภาคส่วนทั้งรัฐ และ เอกชนหันมาสนับสนุนช่วยผลักดันแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าไทยให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น (วันก่อนไปเชียงใหม่เห็นร้านขายทุเรียนที่ถนนนิมมาน มีทั้ง ทุเรียนสด ทุเรียนแกะเปลือกพร้อมทานแพ็คใส่บรรจุภัณฑ์และแช่ในตู้แช่เย็น แถมยังขายดีมาก ๆ ก็แอบรู้สึกดีใจที่ ครั้งนึงเราเคยได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นไปได้ มันจะสำเร็จได้)

ถ้าวันนั้นผมยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทาง เพียงเพราะความกลัวที่จะต้องตอบคำถามที่ว่า “ทำไปทำไม?” “ทำเพื่อใคร?” หรือ “ทำแล้ว “ได้” อะไร?” ในวันนี้ผมก็คงจะยังไม่มีคำตอบให้กับภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายมา ต้องขอบคุณ“การไม่ยอมแพ้ (never give up)” และ ความเชื่อมั่นว่าจะทำให้มันสำเร็จได้ มันช่วยตอบได้ว่า ไม่ว่ามันโจทย์ที่ได้รับมาจะเป็นโจทย์ที่ยาก หรือ ท้าทายขนาดไหน ถ้าเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าสิ่งที่จะทำ หรือ แก้ไข เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อใครสักคน อาจจะเป็นลูกค้า คู่ค้า หรือ สังคมที่เราอยู่ เท่ากับว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำ หรือ พัฒนามันมีคุณค่าต่ออะไรสักอย่าง แล้วมันจะตอบคำถามข้างต้นทั้งหมดได้ว่า เราทำไปทำไม?  นอกจากนี้ถ้าเราสามารถเติมคำว่า “รัก” ลงไปในสิ่งที่ทำได้ เราจะยิ่งมี passion ในการต่อสู้กับสิ่งที่ต้องเอาชนะอย่างไม่ท้อถอยง่าย ๆ ด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเส้นทางใหม่ที่ลองเดิน ระหว่างทางจะเจอกับอุปสรรค แรงเสียดทานมากมายขนาดไหน? หรือแม้แต่ ความล้มเหลวที่อาจจะต้องฝึกยอมรับมันให้ได้ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่ายังไงเราจะได้ความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเพื่อร่วมกันทำมันให้สำเร็จได้เสมอ

บางคำถามอาจจะต้องใช้เวลาในการหาคำตอบมาตอบ ยิ่งเป็นเรื่องใหม่ ๆ (Innovation) อาจจะต้องใช้เวลาในการทุ่มเทเพื่อผลลัพธ์ก็ว่ายากแล้ว การอธิบายให้ใครเข้าใจยากยิ่งกว่า ฉะนั้น ในวันที่ยังไม่มีคำตอบให้กับใคร ๆ ที่ถามคำถามเหล่านั้นก็ยังไม่ต้องรีบร้อนที่จะตอบ แต่สิ่งสำคัญ คือ การตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เรากำลังทำอะไร? เพื่อใคร? ทำแล้วได้อะไร?  และ ปักธงในใจ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ไร้ขีดจำกัด ค่อย ๆ เดินทางอย่างมั่นคงในทุก ๆ ก้าว มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับการปลูกต้นไม้ที่ชื่อว่า “Growth Mindset” แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และ เชื่อมั่นว่าจะทำได้ เชื่อเถอะครับว่า ในการเดินทางที่ลำบาก ระหว่างทางมันมีสิ่งที่งดงาม และ สอนอะไรเราอยู่เสมอ อย่างน้อยเราจะถึงเส้นชัยเส้นนั้นด้วยการเอาชนะความกลัวในใจได้ ผมหวังว่าประสบการณ์ในวันนั้นจะเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านหลายท่านไม่ยอมแพ้ และ เชื่อในสิ่งที่ไร้ขีดจำกัดไปด้วยกัน

อ้างอิงบทความและรูปภาพจาก : Freepik.com, UK Weekly

Share this post