Grab Taxi & Uber Taxi : การผสมผสาน IT และ Logistics

Grab & Uber, good example of integrated IT & Logistics
   การเดินทางในเมืองหลวงอย่าง “กรุงเทพมหานคร” ต้องเผชิญกับการจราจรอันคับคั่งจากจำนวนรถมหาศาล ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถโดยสารประจำทาง แถมทุกวันนี้เทรนด์ Go Green และ Healthy ยังเสริมให้มีรถจักรยานมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมใช้ถนนต่างๆอีกด้วย แต่หากต้องการให้การเดินทางรวดเร็วยิ่งขึ้น ก็ยังมีอีกหนึ่งทางเลือก นั่นก็คือ รถไฟฟ้า (BTS) และรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) แต่ก็ยังไม่สามารถเดินทางไปยังบางพื้นที่ได้ แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางของชาวกรุงเทพฯ และ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสาน IT และ Logistics มาประยุกต์ใช่ นั่นก็คือ “Uber Taxi” และ “Grab Taxi” 
 
   “Uber” เป็นบริษัทแท็กซี่มีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งดำเนินการในเมืองต่างๆหลายประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มให้บริการจริงๆในปี 2553 โดยเริ่มจากซานฟรานซิสโกเป็นที่แรก และเดิม Uber เสนอให้เช่าเฉพาะรถหรูหราเท่านั้นโดยใช้ชื่อบริการว่า “Uber Black” เป็นบริการหลักของบริษัท (ตั้งตามบริการขนส่งเอกชน “แบล็กคาร์” ในนครนิวยอร์ก) ต่อมาในปี 2555 บริษัทออกโครงการ “Uber X” ซึ่งขยายบริการให้คนขับที่มีคุณสมบัติครบทุกคนและมีพาหนะที่ยอมรับได้มาร่วมในการให้บริการด้วย
 
   ส่วน “GrabTaxi” คือ ระบบการให้บริการเรียกรถแท็กซี่สำหรับผู้โดยสารรวมถึงบริการกระจายงานการเรียกรถแท็กซี่ไปยังคนขับผ่านระบบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน GrabTaxi จัดตั้งขึ้นในปี 2554 แต่เริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2555 เริ่มจากประเทศมาเลเซีย โดยมีเครือข่ายแท็กซี่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม , อินโดนีเซียและ ฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีรถที่จดทะเบียนเครือข่ายทั้งหมด 75,000 คันทั่วเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะยกระดับการบริการโดยสารรถแท็กซี่ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถเป็นความภูมิใจของทุกคน แม้จะเกิดขึ้นหลัง Uber แต่ดูเหมือนว่า Grab Taxi จะได้รับความนิยมในวงกว้างมากกว่า
 
     แนวคิดของของทั้งสองค่าย ดูไม่ต่างกันมากนัก คือ การนำ IT และ Logistics มาช่วยปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และ สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในยุคที่การตลาดปัจจุบันต้องเอา “ลูกค้า” เป็นที่ตั้ง หรือ “Customer Centric” โดยต้องการสร้าง “บริการแนวใหม่” ที่เปลี่ยนวิธีการโบกรถเรียกแท๊กซี่แบบเดิมๆมาเป็น “การสร้างเครือข่ายขนส่งบนแอ็พพลิเคชั่น” ที่สามารถใช้งานบนสมาร์ตโฟนได้ โดยลูกค้าจะต้องเปิดพิกัด GPS เพื่อให้พนักงานขับรถทราบว่าอยู่ที่ไหน ระบบจะค้นหา “แท็กซี่ว่างที่อยู่ใกล้ที่สุด” และจัดคิวมารับลูกค้า โดยลูกค้าก็จะทราบว่าคนขับรถแท็กซี่คันนั้นคือใครและแท็กซี่ที่จะมารับนั้นอยู่ที่ไหนเช่นกัน ทำให้จัดคิวแท็กซี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนอกจากลูกค้าจะได้รับความสะดวกสบายแล้ว ยังได้รับการบริการที่แน่นอน (ไม่โดนแท็กซี่ปฏิเสธการให้บริการ) ปลอดภัย (จากระบบติดตามตำแหน่งรถ GPS) 
 
     ส่วนค่าบริการของ Grab Taxi จะมีค่าบริการเรียกรถเพิ่มขึ้นมาจากค่าโดยสารตามมิเตอร์ที่ติดที่รถอีก 25 บาท (ค่าโดยสารตามมิเตอร์เริ่มต้นที่ 35 บาท และ 5 บาท/กิโลเมตร เหมือนแท๊กซี่ทั่วไป และรถติด-จอดรอ ค่าโดยสารจะเพิ่มขึ้น 1.5บาท/นาที) สามารถชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต  ในขณะที่ Uber Taxi นั้นค่าโดยสารไม่ตายตัว ลูกค้าสามารถดูอัตราราคาล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่นได้ จากต้นทางไปยังปลายทางต้องจ่ายเงินเท่าไร และกระบวนการจ่ายเงินทั้งหมดผ่าน “บัตรเครดิต” ที่ผูกไว้กับบัญชีผู้ใช้ของลูกค้า โดย Uber ตั้งราคาค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 45บาท และ 9.20บาท/กิโลเมตร มีขั้นต่ำต่อเที่ยวที่ 75บาท อันเนื่องมาจากการ “Value-added Service” ที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น “ประเภทรถ” ที่เป็นระดับ Limousine (Honda Accord/Camry) พนักงานขับรถเรียกผู้โดยสารว่า “นาย” หรือ “คุณผู้ชาย” และบริการเสริม นอกเหนือจากรถที่สะอาดสะอ้านแล้ว เช่น น้ำดื่มภายในรถ พนักงานขับรถเปิดประตูเชิญผู้โดยสารให้ขึ้นรถ เป็นต้น  จึงทำให้โดยรวมแล้วค่าบริการจะแพงกว่าแท๊กซี่ทั่วไป 30-40%  นอกจากนี้ Uber ยังมีระบบหารแบ่งค่าโดยสารโดยการแชร์แท็กซี่คันเดียวกันกับลูกค้ารายอื่นได้ด้วย แต่ประเทศไทยก็มิใช่ประเทศที่มีค่าโดยสารแพงจนไม่สามารถเรียกใช้บริการได้เลยเมื่อเทียบกับหลายๆประเทศทั่วโลก
 
มีหลากหลายผู้รู้ให้คำนิยามคำว่า”การตลาด” ไว้เยอะแยะ แต่ Phillip Kotler ให้คำจำกัดความที่จำได้ง่ายๆไว้ว่า “การตลาดคือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีกำไร”  และการที่จะกำไรได้ต้องมองให้ทะลุว่าจริงๆแล้วลูกค้าต้องการอะไร แล้วธุรกิจสามารถสนองความต้องการนั้นได้โดยไม่ขาดทุน เพราะในฐานะลูกค้าย่อมต้องการของดี บริการดี ราคาถูกเสมอ เพราะการปรับปรุงการบริการหรือเพิ่มคุณค่าการบริการอย่างใดอย่างหนึ่งล้วนทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งสิ้น ถึงแม้บางบริการจะเป็นแบบ Non-Price Activity (ไม่ได้ไปแข่งขันราคากับคู่แข่งโดยตรง) แต่ต้องอย่าลืมว่า “Non-Price” มิใช่ “Non-Cost”  และสิ่งที่ดีที่สุด คือ “คุณค่าที่ธุรกิจสร้างให้ในสายตาของลูกค้าต้องมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้น คุณค่าอย่างนั้นถึงจะยั่งยืน” เช่นเดียวกับการการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจแบบ Grab Taxi และ Uber Taxi นั่นเอง 
 
 
เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
 
Share this post