“Fasten Supply Chain” ตัวช่วยใหม่ของร้านค้าปลีก!!

____________________________________________________

In Brief

ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านกำลังปรับตัวในยุคดิจิตอล . . . “Fasten Supply Chain” จะทำให้ร้านค้าปลีกเหล่านั้นสามารถแข่งขันและเติบโตได้ โดยการลดต้นทุนที่เกิดจากสินค้าคงคลัง ลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้า ด้วยศูนย์กระจายสินค้าแบบ “Flow Center” โดยการตั้งร้านค้าขนาดย่อมตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ และ  ยังสนับสนุนการค้าออนไลน์อีกด้วย!!
___________________________________________________

เมื่อธุรกิจการค้าออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างมากในทุกวันนี้ ร้านค้าปลีกดั้งเดิมแบบที่มีหน้าร้านจริง ต่างปิดตัวลงไปเรื่อยๆหรือพยายามลดสาขาที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลง แต่ในขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่บางรายในวงการค้าปลีกกลับมีแนวคิดและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แบบตรงข้าม คือ “เพิ่มร้านค้าย่อยๆในจุดยุทธศาสตร์” ทำไมเป็นเช่นนั้น??!!

ในปี 2017 Target; ยักษ์ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกลำดับสองในสหรัฐอเมริกา รองจาก Walmart; ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าปลีกของตนกว่า 1,834 สาขาทั่วสหรัฐฯ ทั้ง “Discount Store” “Hypermarket” และรูปแบบที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้บริโภคอย่าง “CityTarget” และ “TargetExpress” และมุ่งจับกลุ่มลูกค้าวัยเยาว์ภายใต้ concept “the needs of its youngers, image-conscious shoppers” ซึ่งนั่นทำให้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง Walmart ต้องใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันแบบ “always low prices” อย่างหนักหน่วง Target กำลังมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของตนในทุกที่ แม้จะเป็นที่ที่ไม่มีพื้นที่ในการเก็บสินค้าเหมือนร้านค้าใหญ่ทั่วไป แต่ในพื้นที่นั้นมี “ความต้องการซื้อสินค้าสะดวกซื้อ” ซึ่ง Target จะสร้างร้านค้าเล็กๆในเมืองเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นใกล้มหาลัยและบริเวณชานเมืองที่ประชากรหนาแน่นจนพื้นที่มีจำกัดก็ตาม

Target ประกาศเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า จะทำการเปิดร้านค้าขนาดเล็ก 3 แห่งในมหานครนิวยอร์ก โดยหนึ่งร้านจะอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของแมนฮัตตัน ร้านที่สองในควีนส์ และร้านที่สามในเกาะสตาเตน (Staten Island) และจะขยายต่อไปที่จัตุรัสโลแกนของชิคาโกในปีพศ. 2563 ซึ่ง Target ได้เปิดร้านค้าเล็กๆหลายร้านในนิวยอร์กไปแล้วหลายแห่ง และวางแผนจะเปิดทั้งหมด 130 แห่งทั่วประเทศในปีนี้ ร้านใหม่ของ Target จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจตามเขตเมือง แม้ว่า Target มีธุรกิจค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Target.com ที่ใหญ่เป็นอันดับที่สี่ในตลาดแล้วก็ตาม CEO ของ Target; Brian Cornell; ได้กล่าวว่า Target จะต้อง “reimage” ร้านค้าเครือข่ายทั้งหมดให้กลายเป็น “hub” ทางการค้าและชุมชน จึงจะสามารถอยู่รอดได้

ร้านค้าใหม่ของ Target ที่จะเกิดขึ้นนั้นกินพื้นที่เพียง 20,000 – 40,000 ตารางฟุต (ประมาณ 1,850 – 3,700 ตารางเมตร)เท่านั้น เมื่อเทียบกับขนาดร้านทั่วไปในอดีตของที่ใหญ่โตถึง 145,000 ตารางฟุต (ประมาณ 13,470 ตารางเมตร) โดยร้านเล็กๆเหล่านี้จะทำให้สามารถเข้าถึงตลาดความต้องการของลูกค้าท้องถิ่นได้  ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่ผ่านมาทำให้ Target สามารถเลือกกลุ่มสินค้าที่เหมาะกับ Lifestyle การใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้ ซึ่งนั่นทำให้ร้านค้าเหล่านั้นสามารถทำรายได้ได้ถึงสองเท่าจากร้านค้าตามปกติของ Target ในขณะเดียวกันยังสามารถสนับสนุนการขายสินค้าออนไลน์ของ Target.com โดยกลายเป็นจุดรับสินค้าออนไลน์ของลูกค้านั่นเอง สินค้าในร้านค้าใหม่ของ Target อาทิ เสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก เครื่องสำอางค์หลากหลายประเภท สินค้าตกแต่งบ้านบางอย่าง ของชำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และของเล่น แต่ไม่มีสินค้าชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ ในขณะที่ร้านค้าของ Target ใกล้ๆมหาวิทยาลัย เราจะพบแต่สินค้าสำหรับนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น เช่น เครื่องเขียนอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์ตกแต่งหอพัก ยาสีฟัน ตลอดจนขนมขบเคี้ยวต่างๆ เป็นต้น

วิธีการของ Target ดังกล่าวนี้ถือเป็นการบริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะทำให้สินค้าคงคลังหมุนเวียนเร็วขึ้นและมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และยังทำให้แต่ละร้านค้าลดพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าเพื่อเติม Shelf ให้เต็มสำหรับลูกค้าตลอดเวลาด้วย ปัจจุบัน Target บริหารจัดการคลังสินค้าใน Perth Amboy, รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเรียกว่า “Flow Center” โดยมีไว้เพื่อกระจายสินค้าในปริมาณน้อยๆแต่จำนวนเที่ยวขนส่งบ่อยครั้งไปยังร้านต่างๆนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการลดเวลาระหว่างออร์เดอร์และการขนส่ง ซึ่งเบื้องหลังของกลยุทธ์นี้คือ การลดต้นทุนในการ stock สินค้าที่ไม่จำเป็นนั่นเอง หากแนวคิดนี้ผ่านไปได้ด้วยดีจะทำให้ Target สามารถขยาย “Fulfillment Strategy” นี้ไปใช้กับร้านค้าทั่วประเทศได้

ซึ่งการที่จะทำให้ร้านค้าเหล่านี้เป็นไปได้ด้วยดีนั้น Target จะต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยพื้นที่ในการกองเก็บสินค้าที่มีจำกัด แต่ละร้านค้าจะไม่สามารถ stock สินค้าได้มากมายอีกต่อไป นั่นจึงเป็นที่มาของ “Flow Center” โดยเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการ Stock สินค้าคงคลัง กล่าวคือ แทนที่จะเก็บสินค้าคงคลังไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า อุปกรณ์สำหรับห้องน้ำ หนังสือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าจิปาถะต่างๆ ที่อาจขายได้ในวันใดวันหนึ่ง เปลี่ยนไปเป็นการเก็บสินค้าเพียงบางอย่างที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าจริงๆ และหากต้องการได้สินค้าอย่างอื่นด้วย ก็สามารถสั่ง Stock ได้ทันทีเช่นกัน  หรือกล่าวง่ายๆคือ Target กำลังพยายามบริหารจัดการซัพพลายเชนและสินค้าคงคลังให้เร็วขึ้น โดยการลดระยะเวลาในการ “restock” สินค้าให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นหลายวัน ซึ่งทำให้ Target สามารถเพิ่มความเร็วในการขนส่งสินค้าสำหรับลูกค้าออนไลน์ โดยการเติมเต็มออร์เดอร์ลูกค้า ด้วยสินค้าจากร้านค้าที่ใกล้กับปลายทางของลูกค้ามากที่สุด เป็นการลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่งลงนั่นเอง เมื่อร้านค้าแต่ละร้านสามารถ “restock” สินค้าเข้าร้านได้อย่างรวดเร็ว ร้านค้าจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับสินค้าคงคลัง/สินค้าขาดตลาดอีกต่อไป

เช่นเดียวกับ Target, Kohl’s; ห้างสรรพสินค้าแบบ Retail chain ของสหรัฐอเมริกา; มีแนวคิดที่จะ “เล็กลง” เช่นกัน แทนที่จะเปิดสาขามากขึ้น Kohl’s กลับเปลี่ยนเป็นการปรับปรุงร้านค้าที่มีอยู่จำนวนมากให้มีขนาดเล็กลงจาก 87,000 ตารางฟุต (ประมาณ 8,080 ตารางเมตร) เหลือเพียง 60,000 ตารางฟุต  (ประมาณ 5,570 ตารางเมตร) และปล่อยให้ “Supermarket Chain” สัญชาติเยอรมันอย่าง “Aldi” เช่าพื้นที่ที่เหลือต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถเพิ่มอัตราการเข้าร้าน (Traffic) มากขึ้นจากการที่ลูกค้าที่ซื้อของชำหยุดเพื่อจะดูสินค้าต่างๆจาก Kohl’s และเป็นการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Kohl’s ยังได้ทดลองรูปแบบร้านขนาดเล็ก 35,000 ตารางฟุต ซึ่งช่วยให้ Kohl’s สามารถเข้าถึงลูกค้าตามสถานที่ต่างๆได้ แม้ Kohl’s จะยังไม่ได้เข้าไปแตะในพื้นที่เขตเมืองมากนัก แต่ด้วยรูปแบบร้านค้าใหม่นี้จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ร้านใหม่ของ Kohl’s จะมีสินค้าเพียง 60% ของร้านปกติ;เช่นเดียวกับ Target; Kohl’s ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับลูกค้าท้องถิ่น โดยบริษัทได้เปิดร้านสาขาขนาดใหม่ในเมือง Blue Ash รัฐโอไฮโอ อีสต์วินด์เซอร์มลรัฐนิวเจอร์ซีย์; มอนเตเบลโลแคลิฟอร์เนีย; และ North Smithfield, Rhode Island อย่างไรก็ดี การลดขนาดของร้านค้าลงนั้นมาช่วงเดียวกันกับการเป็น Partner กับ Amazon โดย Kohl’s จะทำการขาย “Echo smart-home device” ซึ่งนั่นทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้นและดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตด้วย

ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงสามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ เพียงแต่เพิ่มความหลากหลายทางด้านรายได้ทางธุรกิจ (เช่น ซื้อสินค้าพร้อมจัดส่งให้ ทำให้ไม่ต้อง stock สินค้ามาก) ในขณะที่สามารถขายออนไลน์ด้วยสินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน/ใกล้เคียงกับที่มีอยู่ ซึ่งสามารถช่วยให้ข้อจำกัดทางด้านสถานที่ตั้งหมดไป โดยเฉพาะเมื่อมีอินเตอร์เน็ตเข้ามาเสริมศักยภาพทางธุรกิจด้วย

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าออนไลน์ พวกเข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าขนส่ง บางร้านค้าอาจจะเสนอโปรโมชั่นขนส่งฟรีให้เมื่อซื้อสินค้าครบตามยอดที่กำหนด ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านสามารถสร้างความแตกต่างให้กับ “Customer Experience” แบบที่ร้านค้าออนไลน์ไม่มีได้ เช่น การเล่นเกมส์แลกของรางวัล หรือโปรโมชั่นนาทีทอง ณ จุดขายหน้าร้านค้า หรือแม้แต่การขนส่งสินค้าให้ฟรีเช่นเดียวกับการค้าออนไลน์ เช่น ร้านขายยาชื่อดังในนิวยอร์กอย่าง Medly Pharmacy ที่จำหน่ายยาตามใบสั่งยาของแพทย์ให้กับลูกค้าออนไลน์ ผ่านทาง “Prescription Management Application” พร้อมขนส่งให้ถึงหน้าบ้าน สร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้าอย่างมาก หรือแม้แต่ ยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart ที่เมื่อเราเข้าไปชมเว็บไซต์แล้ว จะพบว่า เว็บไซต์เหมือน Amazon อย่างมาก แต่จุดที่ต่างกันคือ สินค้าแต่ละอย่างของ Walmart สามารถบอกได้ว่ามีสินค้านั้น stock อยู่ที่สาขาใดของ Walmart ที่ใกล้ที่อยู่ขอลูกค่ามากที่สุด หรือถ้าไม่มีใกล้ ก็สามารถสั่งออนไลน์และส่งถึงบ้านได้โดยฟรีค่าขนส่งด้วย เป็นต้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างของร้านค้าปลีกทีจะต้องปรับตัวตามกระแสดิจิตอลอย่างทุกวันนี้ กลยุทธ์การปรับตัวที่ธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, twincities.com, bustle.com, businessinsider.com, pexels.com,wsj.com

Share this post