“Digitalisation” กับอุตสาหกรรม Logistics & Supply Chain

____________________________________________________

In Brief

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังเผชิญหน้ากับยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นระบบบดิจิตอล (Digitalisation) เช่น การประยุกต์ใช้ Internet of Thing (IoT) ทำให้มีข้อมูลในการตัดสินใจ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้  ซึ่งเป็นไปตามความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง

___________________________________________________

เศรษฐกิจและธุรกิจในภูมิภาคเอเชียทุกวันนี้กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่การดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นเรื่อง “การผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ” เปลี่ยนไปเป็น “การมุ่งเน้นบริการที่มีคุณค่าให้กับลูกค้า (High-value service)” และ “สินค้าดิจิตอล” สำหรับลูกค้าทั่วโลก หรือกล่าวได้ว่า ทั้งภูมิภาคนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่สำคัญ

ทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ โดยเฉพาะ Logistics และ Supply Chain ที่เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จากการที่ภูมิภาคเอเชียเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้การดำเนินการด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศเพิ่มมาก เครือข่ายซับซ้อนและการขนส่งข้ามพรมแดนมากขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงกลายเป็นทางออกของแผนการเติบโตของอุตสหากรรมโลจิสติกส์ในเอเชีย

อุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและมีการแข่งขันที่รุนแรง

เอเชียตะวันออกฉียงใต้ถูกคาดการณ์ว่า จะมีการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ในปี 2568 กว่า 88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (รวมถึงศักยภาพของตลาดและวิวัฒนาการของพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละปีด้วย) การที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ตลอดจนดำเนินธุรกรรมบนแอพพลิเคชั่นต่างๆของร้านค้าได้ ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้นแต่ในขณะเดียวกันในราคาที่ถูกลง สภาพแวดล้อมของธุรกิจดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมของ Logistics และ Supply chain ต้องตื่นตัวและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่า “อุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังเผชิญหน้ากับยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นระบบบดิจิตอล (Digitalisation) ซึ่งเป็นไปตามความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน”

การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถมองได้ว่าเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส”  เพื่อให้สามารถตอบสนองความคาดหวังของธุรกิจและผู้บริโภค ผู้เล่นในอุตสาหกรรม Logistics และ Supply chain นี้ จะต้องสร้างสรรนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบางธุรกิจพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ แต่ยังคงมีบางส่วนที่ต้องฝ่าฟันกับข้อจำกัดทางเทคโนโลยีซึ่งทำให้ไม่สามารถไปยังจุดหมายที่ต้องการได้ ในขณะที่ผู้เล่นรายใหม่พยายามก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ

การพัฒนานวัตกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

“Internet of Things (IoT)” ทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรม Logistics และ Supply chain เปลี่ยนไปอย่างมากจากอดีต IoT ทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆเป็นไปได้ง่าย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหาโซลูชั่นใหม่ๆได้ และยังทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ (บางกิจกรรมสามารถทำแบบอัตโนมัติได้) และปลอดภัยมากขึ้น “หลายๆส่วนในธุรกิจต้องการที่จะพัฒนากระบวนการต่างๆให้สามารถทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อกำจัดกิจกรรมที่ใช้แรงงานคน/ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ พัฒนาคุณภาพของสินค้า ตลอดจนลดต้นทุนให้เหมาะสมมากขึ้น”

“Automation” และ “Digitalisation” เป็นสองสิ่งที่ธุรกิจจะต้องเร่งดำเนินการในภาวะเช่นนี้ ตัวอย่างของ “Automation” นั้น เราจะเห็นตัวอย่างได้จาก ธุรกิจการบริหารคลังสินค้า (จากบทความที่เคยกล่าวถึง “คลังสินค้าอัตโนมัติ..ทางเลือกใหม่ในยุคดิจิตอล” ทีมีการใช้ Automatic Storage and Retrieval System หรือ ASRS ในการจัดการสินค้าคงคลัง) ในขณะที่ “Digitalisation” เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสของอุปสงค์และอุปทานในการบริการโลจิสติกส์ ซึ่งยังคงต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก  หลายๆบริษัทต่างพยายามนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตน แต่บางธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งทางทะเลและทางอากาศ ยังไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

Digitalisation คือหัวใจสำคัญของความโปร่งใส และเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมต่อส่วนต่างๆใน Logistics และ Supply chain ecosystem เข้าด้วยกัน ดังนั้น ธุรกิจจะต้องดำเนินการร่วมกับบริษัทที่มีความเชียวชาญทางเทคโนโลยีเพื่อดำเนินธรุกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในตลาดอย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่า ธุรกิจที่จะดำเนินไปได้ด้วยดีนั้น จะต้องมีบริษัทคู่ค้า/ Partner ที่เป็นนักนวัตกรรมตัวยง (Innovator) นั่นเอง

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ e-commerce ได้ขยายการเติบโตไปทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว การเติบโตอย่างรวดเร็วของ “สั่งคมเมือง (Urbanization)” ทำให้อัตราการเติบโตของอินเตอร์เนทเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ประเด็นทางด้านโลจิสติกส์ของการค้าออนไลน์ยังคงมีอยู่ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีประชากรทั้งประเทศราวๆ 260 ล้านคน แต่ยังระมัดระวังในการใช้บัตรเครดิตและธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งนั่นทำให้ผู้บริโภคต้องการที่จะชำระค่าสินค้าแบบเงินสดที่ปลายทาง หรือ “Cash-on-delivery” (จากการสำรวจของ Nielsen ที่ระบุว่า  60% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้บัตรเครดิต) และกลายเป็นอุปสรรคสำหรับร้านค้าออนไลน์ เพราะ cash-on-delivery ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างมาก

“On-demand Logistics” แบบ Uber พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจในเอเชีย

นอกจากนี้ ธุรกิจอย่าง Uber ทำให้บริษัทมีกำลังรถที่ยืดหยุ่นสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี เพราะกำลังรถบางส่วนเป็นของคู่ธุรกิจที่อิสระ แต่ดำเนินงานภายใต้ marketplace เดียวกัน ขนาดของ Fleet รถจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่ “Same-day Delivery” จะกลายเป็นความต้องการที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นสำหรับร้านค้าออนไลน์ (e-tailer)  และกลายเป็นความยุ่งยากในการจัดการสำหรับธุรกิจที่ต้องบริหารกำลังรถขนส่งเอง และการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็คือ การ outsource งานขนส่งให้ผู้เชียวชาญด้านโลจิสติกส์ดำเนินการแทน

ดังนั้น แนวโน้มของการเกิด “Uber for Logistics” ในภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน “Player” หรือ ธุรกิจ Start-up” ใหม่ๆจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ใครจะอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามาส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยในอนาคต ใครปรับตัวได้ก่อน คนนั้นชนะ!!

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก e27.co, techcrunch.com, pexels.com

Share this post