Digital Transformation กับการเปลียนแปลง Supply Chain

การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลไม่ได้เป็นเพียงคำพูดโคมลอยอีกต่อไป เพราะในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอลเพียงเล็กน้อยในธุรกิจ ก็สามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงให้กับองค์กรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาดำเนินงานด้าน Supply Chain เช่น Digital Supply Chain สามารถลดต้นทุนด้านการจัดซื้อได้ 20% สามารถลดต้นทุนด้านขั้นตอนการทำงานได้ 50% และที่สำคัญคือสามารถเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรอีก 10% (อ้างอิงจากการวิจัยของ Center for Global Enterprise (CGE))

ในครึ่งปีแรกของปี 2016 CGE ได้เป็นตัวแทนในการสัมภาษณ์กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Supply Chain ทั่วโลกจำนวน11 คน (บทความนี้ขอเพื่อที่จะเก็บรวบรวมความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อดีของการดำเนินงานแบบ Digital Supply Chain และการเพิ่มความสามารถ/เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. Digital Supply Chain ทำให้ดำเนินงานโดยเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางได้ดีขึ้น

ธุรกิจในปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนึกถึงลูกค้ามาเป็นอันดับแรกในการดำเนินงาน ซึ่ง Digital Supply Chain จะทำให้เรามี Visibility แบบ real-time ที่จะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าได้

Bill McDermott, CEO, SAP  กล่าวว่า ลูกค้ามักจะคิดเสมอว่าตนจะได้/เสียผลประโยชน์อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ Customer to Business เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจแบบ business-to-business-to-customer นั้นกำลังจะหายไป ดังนั้นทั้ง Big Data and analytics, Internet of Things และ Social Media จึงเป็นเหมือนช่องทางของธุรกิจที่จะทำให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้ ในขณะเดียวกัน Digital Supply Chain ก็ได้ช่วยให้ธุรกิจรับรู้ความต้องการของลูกค้าได้แบบ real-time ขับเคลื่อนนวัตกรรม ลดต้นทุนของธุรกิจ และส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างถูกที่ถูกเวลาในราคาที่เหมาะสม

Jean-Pascal Tricoire, CEO, Schneider Electric กล่าวว่า ธุรกิจ/บริษัทต้องสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจด้านใดก็ตาม ที่สำคัญคือจะต้องมี end to end visibility และ Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น digital supply chain ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Internet, Big Data, Analytics และเทคโนโลยีอื่น ๆ ทำให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก ซึ่งความแตกต่างนี้ ทำให้ธุรกิจของเขามีรายได้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย

2. กระบวนการและการดำเนินงานแบบ Digital จะทำให้เกิด R&D  ในการผลิตและโลจิสติกส์

นวัตกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ (Robotic) การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) โดรน และ พาหนะไร้คนขับ กำลังจะทำให้การผลิตและการขนส่งเปลี่ยนไป โดยในปี 2020 การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น และองค์กรต่าง ๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย

Gaurav S. Saxena, vice president, procurement operations, American Express กล่าวว่า โดยปกติแล้ว อุตสาหกรรมการบริการทางการเงินจะมีความยากลำบากเกี่ยวกับ แพลตฟอร์ม และกระบวนการ/ธุรกรรมต่างๆที่เข้ากันไม่ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาหุ่นยนตที่สามารถดึงข้อมูลจากระบบหนึ่ง กลั่นกรองข้อมูลนั้นแล้วนำไปปรับใช้กับระบบอื่นๆ/ระหว่างระบบได้ ซึ่งทำให้มี Productivity ที่ดี มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในด้าน Supply Chain เพิ่มขึ้นอีกด้วย

Mike Corbo, Chief Supply Chain Officer, Colgate-Palmolive

ศักยกภาพในการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกระบวนการผลิตสินค้าใหม่ได้อย่างมาก จากทุกวันนี้ที่เคยใช้เวลา เราจะสามารถสร้างสินค้าต้นแบบได้ในเวลาเพียง 1 วัน รวมถึงสามารถตอบสนองต่อปริมาณความต้องการและการเติบโตของตลาดได้อีกด้วย

Jim Hardy, Executive Vice President, global operations, Under Armour

A digital supply chain can improve the management of demand, people, technology, and risk กล่าวว่า เวลาเป็นเงิน ความรวดเร็วคือชัยชนะผ่านการลงทุนใน Artificial Intelligence และหุ่นยนต์ในการจัดส่งสินค้าและการจัดจำหน่ายในช่องทางที่เราคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายการจัดจำหน่ายและการขายของเราภายในปีสองปี ยิ่งถ้าเรามีประสิทธิภาพ ความเร็ว การควบคุมคุณภาพ และมีการตอบสนองความต้องการลูกค้าที่มากขึ้นท้ายที่สุดแล้วเราก็จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากขึ้นนั่นเอง

Keith Miears, vice president, global supply chain, Dell

กล่าวว่า ความสามารถในการเก็บรวมรวบข้อมูล และ สามารถใช้ Big Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจและ Supply Chain สิ่งที่ยากทุกวันนี้คือการหาคนที่เหมาะสมและทักษะ เพื่อตระหนักถึงศักยภาพด้านนี้ เราต้องมีทักษะที่หลากหลาย มีนักวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลมากขึ้น และมีผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ที่คุ้นเคยกับ Big Data, การวิเคราะห์ข้อมูล และเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลข้อมูลที่มีอยู่บนเว็บไซต์ได้ และนอกจากนี้ เราต้องการบุคลากรที่มีความเข้าใจถึงโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจ และรู้ว่าเราต้องการข้อมูลอะไร เพื่อให้สามารถสื่อสารกับนักวิทยาศาสตร์ได้

Urs Dogwiler, CEO, ChainIQ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็น CEO ของ ผู้ให้บริการ Supply Chain โลก ผมมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนใน Digital Supply Chain ได้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่การจับคู่ระหว่างอุปทานและอุปสงค์ ความเสี่ยงและโอกาสใหม่ๆกำลังเพิ่มขึ้นต่อองค์กรด้าน Supply Chain กฎต่างๆที่ธุรกิจต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่า คู่ค้า และ ซัพพลายเออร์ของธุรกิจก็ทำตามกฎเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลร่วมกันระหว่าง คู่ค้า และ ซัพพลายเออร์ ซึ่งแพลตฟอร์มของ Digital Supply Chain นั้นจะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

ดังนั้น Digital Supply Chain ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ ที่จะทำให้มีผลผลิต ผลการดำเนินงานที่ดี ช่วยลดต้นทุน และที่สำคัญคือช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอื่น ๆ ในตลาดได้ แต่กระนั้น องค์กรที่ดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ก็มีความยากที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่คุ้มค่า คือการที่เราสามารถใช้ประโยชน์จาก Digital Supply Chain ในการตอบสนอง และ แก้ไขปัญหาที่ยากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการของลูกค้า พนักงาน เทคโนโลยี และความเสี่ยงต่าๆได้อย่างเป็นระบบและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

*** ท่านสามารถ “Comment”(อย่าลืม Log-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, thecge.net

Share this post