Dabbawalla Delivery : ปิ่นโตเพื่อชีวิต

จากบทความที่ผ่านมาเราได้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon.com ที่มี Fulfillment Center ที่แสนไฮเทคทั้ง Robot และระบบสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทว่ายังคงมีธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากมาย แต่ยังคงสามารถดำเนินการได้อย่างดีด้วยศักยภาพของ “มนุษย์” เอง นั่นคือ “ดับบาวาลา -Dabbawala” หรือ “ธุรกิจการส่งปิ่นโตอาหารกลางวัน” แห่งมุมไบ ประเทศอินเดีย

“ดับบาวาลา (Dubbawala/dabbawallah)” หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ขนส่งอาหารกลางวัน (Lunch box delivery man) จากบ้านเรือน/ที่อยู่อาศัยไปให้ผู้รับตามสถานที่ต่างๆ เช่น ออฟฟิศ/สำนักงาน เป็นต้น (“Dabba” หมายถึง กล่อง/บรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร ส่วน Wala หมายถึงผู้ขนส่ง/Carrier) ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย โดยใช้จักรยาน/ขนส่งสาธารณะในการขนส่งส่วนใหญ่

ปี 1890 “Mahadeo Havaji Bachche”เด็กหนุ่มชาวอินเดียออกเดินทางจากบ้านเกิดมาหางานทำในรัฐมหาราษฏร์ ที่นั่น Mahadeo พบว่า คนทำงานในเมืองใหญ่มีปัญหาในการรับประทานอาหารกลางวัน เนื่องจากร้านอาหารใกล้ๆมีน้อยและราคาอาหารแพง ซึ่งตามปกติแล้วชาวอินเดียมีวัฒนธรรมการกินอาหารจากปิ่นโตที่ปรุงมาจากบ้านในมื้อกลางวันตั้งแต่ระดับนักเรียน คนงาน พนักงานบริษัท ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและมีมายาวนาน จึงได้ปิ๊งไอเดีย “บริการส่งอาหารปิ่นโตโฮมเมดจากบ้านให้คนทำงานสำหรับมื้อเที่ยงในทุกวัน”

ทุกเช้า “Dubbawala Man” จะอาบน้ำแต่งตัวและเริ่มต้นขี่จักรยาน พาหนะคู่ใจในการขนส่งที่ถูกออกแบบมาพิเศษให้รองรับน้ำหนักมากๆได้ เพื่อทำการรวบรวมปิ่นโตจากบ้านลูกค้าที่รับทำอาหารไปยังจุดรวมพล เพื่อขนส่งไปยังสถานีรถไฟ ก่อนกระจายไปยังสถานที่ต่างๆของเมืองด้วยรหัสตัวอักษร ที่มี 4 รหัสแตกต่างกันที่สีและตัวเลข แบ่งเป็น ต้นทางที่รับปิ่นโตอาหาร สถานีรถไฟต้นทาง สถานีรถไฟปลายทาง และอาคาร/สถานที่ปลายที่ต้องจัดส่งปิ่นโต  Dubbawala Man ต้องขี่จักรยานผ่านการจราจรตามเมือง ขึ้นและลงอาคารสำนักงานต่างๆซึ่งบางอาคารไม่มีแม้แต่ลิฟท์โดยสาร (ลองนึกภาพตาม การขึ้นลงบรรได้หลายสิบรอบในแต่ละวัน) ระยะการเดินทางบนรถไฟอาจมากถึง 60 ไมล์ต่อวัน และต้องเปลี่ยนมือผู้ส่งถึง 3-4 ครั้งกว่าปิ่นโตจะถึงมือผู้รับ ซึ่งพวกเขาจะต้องจัดส่งให้ทันภายในเที่ยงวัน และภารกิจยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะ “ปิ่นโต” ที่ว่างเปล่าหลังจากรับประทานอาหารแล้วจะถูกรวบรวมอีกครั้งเพื่อนำกลับไปต้นทางในตอนบ่ายวันเดียวกัน (Reverse Order) เพื่อเตรียมสำหรับการจัดส่งครั้งต่อไปในวันรุ่งขึ้น กว่า 50 เถาของปิ่นโตจะถูกส่งในพื้นที่เดียวกันซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณ order ของลูกค้าด้วย

รายได้สำหรับ Dubbawala Man นั้นจะถูกจ่ายเป็นรายเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจะมีรายได้อยู่ประมาณ 8,000 รูปีต่อเดือน โดยในแต่ละวันกว่า 5,000 Dubbawala Man จะให้บริการตามที่ต่างๆในมุมไบ ซึ่งนั่นหมายถึงกว่า 200,000 ปิ่นโตที่ถูกลำเลียงให้ลูกค้าวันต่อวัน หรือ 40 เถาต่อหนึ่ง Dubbawala Man น้ำหนักปิ่นโตรวมอยู่ที่ราวๆ 65 กิโลกรัม ในสภาพการจราจรที่คับคั่งของชุมชน เนื่องจากมุมไบมีพื้นทีเพียง 400 ตารางกิโลเมตรซึ่งไม่เพียงพอกับประชากรกว่า 20 ล้านคนในทุกวันนี้  จึงมีพื้นที่บางส่วนเป็นชุมชนแออัดที่เป็นที่พักพิงของผู้ยากไร้และส่งผลให้ชุมชนแออัดดาราวีเป็นที่ที่แออัดและใหญ่ที่สุดในเอเชีย

สิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับระบบการขนส่งของ Dubbawala ก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดจากการขนส่งเกิดขึ้นน้อยกว่า 1 ครั้งต่อการส่ง 16,000,000 ครั้ง ใช่! อ่านไม่ผิด  1 ใน 16 ล้านครั้ง ถึงแม้จะมีภาพยนต์เรื่อง “The Lunchbox” ที่เป็นเรื่องของการส่งอาหารปิ่นโตผิดที่จนกลายมาเป็นเรื่องราวดีๆก็ตาม แต่ในความเป็นจริงความผิดพลาดแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

Dubbawala มีระบบการทำงานแบบเครือข่ายที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีใดๆ แต่บริหารจัดการกันเป็น “Team” และอาศัยเพียงรหัสตัวเลขของจุดหมายปลายทางไม่กี่หลักบนปิ่นโตเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่พวกเขาอ่านหนังสือไม่ออก ทุกคนในทีมจะร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันจัด/เรียงโซนการส่งและจัดเส้นทางการเดินทางที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถจัดส่งปิ่นโตถึงมือผู้รับได้ถูกคนถูกที่และตรงเวลาโดยไม่มีผิดพลาด ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนอินเดียอย่างยอดเยี่ยม โดยนิตยสารฟอร์บส์มอบรางวัล Six Sigma ให้ในปี 2001 และระบุว่า Dubbawala ให้บริการได้เที่ยงตรงแม่นยำถึง 99.99% จนกลายเป็นกรณีศึกษาในด้านการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพของ Berkeley University และ Harvard Business School ในปี 2010 ด้วย แม้แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร ยังเสด็จทอดพระเนตรเยี่ยมชมการทำงานของพวกเขาเมื่อครั้งเสด็จเยือนอินเดียในปี 2003 และได้รับเชิญไปเข้าประชุมของ TEDx ในปี2011 ในขณะที่การเติบโตของธุรกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%ต่อปี และปัจจุบัน Dubbawala ขยายการให้บริการผ่านทาง SMS เว็บไซต์ และ Facebook แล้วด้วย

นอกจากการดำเนินธุรกิจตามที่กล่าวมาแล้ว Dubbawala ยังมีโครงการดีๆเพื่อพัฒนาสังคม เนื่องจากยังมีชาวมุมไบอีกมากกว่า 200,000 คนในชุมชนแออัดที่ยากไร้ไม่มีอาหารที่จะรับประทาน “Happy Life Welfare Society” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นโครงการง่ายๆที่แบ่งปันอาหารให้กับผู้ยากไร้ เมื่อ Dubbawala Man จัดส่งปิ่นโตไปให้ลูกค้าปลายทางในมื้อเที่ยง ลูกค้าสามารถแปะ Sticker คำว่า “Share” ไว้บนปิ่นโตของตัวเอง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการแบ่งปันอาหารดังกล่าวได้ หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว Dubbawala Man จะนำปิ่นโตที่มี sticker “Share”กลับไปที่สถานที่ที่เสมือนศูนย์กระจายสินค้ากลาง (Central Redistribution Center) ที่แต่ละคนจะนำปิ่นโตทีมี Sticker แบ่งปันมารวมกัน ทำการคัดแยกอาหารออกมา รวบรวมและนำไปให้ผู้ยากไร้ต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 15 นาที และไม่ได้กระทบกับการทำงานตามปกติมากนัก ถึงแม้ว่าอาหารที่แบ่งปันนั้นจะเย็นเพียงไร แต่เป็นอาหารที่มีค่าที่จะต่อชีวิตชาวมุมไบได้อีกหลายร้อยชีวิตทีเดียว

Dubbawalla ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างธุรกิจที่กระบวนการจัดการที่เป็นเลิศ ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน แต่อาศัยศักยภาพของมนุษย์ที่ชาญฉลาด เรียบง่าย แต่สร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และยังมีช่องทางให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการ “แบ่งปัน” สิ่งดีๆให้กันและกัน ด้วยต้นทุนที่ไม่ได้มากมายอะไร เพียงแค่เรามองเห็น คิดอย่างสร้างสรรค์ ศักยภาพในตัวมนุษย์ยังมีอีกมากที่จะนำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน

*** ท่านสามารถ “Comment”(ต้องLog-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, wiki.com, indianonlineseller.com, mumbaidabbawala.in, oknation.nationtv.tv, tcdc.or.th, themarkofaleader.com, behance.net

Share this post