“Car-Sharing” โมเดลธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์

   จะดีแค่ไหน ถ้าเราจะมีรายได้เสริมจากการแบ่งรถให้คนอื่นเช่าในระยะเวลาสั้นๆ ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา ในภาวะที่ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายยักษ์ใหญ่ต่างกุมขมับกับยอดขายที่ดูเหมือนจะไม่เป็นไปดั่งใจหวัง แต่..สติมาปัญญาเกิด ทุกปัญหามีทางออก“Car-Sharing” โมเดลธุรกิจใหม่ซึ่งนอกจากจะทำให้มีรายได้ส่วนเพิ่มแล้ว สำหรับผู้ประกอบการรถยนต์จะสามารถเพิ่ม“Asset Utilization” ซึ่งลดต้นทุนการเสียโอกาสจากการจอดนิ่งๆของ “Asset” มูลค่ามหาศาลของตนเองในยามที่ผู้บริโภคยังคงรัดเข็มขัดการใช้จ่ายอย่างหนาแน่นเช่นนี้

“Car-sharing” ได้กลายเป็น “โมเดลแห่งนวัตกรรม” ของอุตสาหกรรมโลกตั้งแต่15ปีก่อน แต่มาเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อปี 2557 ใน 5 ทวีป 30 ประเทศ และหลายร้อยเมืองทั่วโลก เป็นโมเดลใหม่ที่เรียกได้ว่า “Multi-modal on-demand Mobility” ซึ่งผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการเดินทางที่สะอาดและตอบสนองความต้องการที่ยืดหยุ่นได้ และดูเหมือนว่าโมเดลนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีรายได้จากบริการนี้ทั่วโลกประมาณ 1.1 ล้านดอลล่าร์ในปี 2558 และสูงถึง 6.5 ล้านดอลล่าร์ในปี 2567 เลยทีเดียว (จากผลการวิจัยของ Navigant )

“Maven” บริการใหม่ที่เพิ่งจะถูกเปิดตัวเมื่อเร็วๆนี้จากค่ายผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง “General Motors (GM)” ที่เป็นนวัตกรรมในการบริการให้กับเจ้าของรถยนต์ GM ในการหารายได้เสริมเล็กๆน้อยๆในช่วงระยะเวลาสั้นๆที่รถยนต์ได้จอดไว้โดยไม่มีผู้ใช้งาน Maven จะมีข้อได้เปรียบจากการใช้ประโยชน์ของ “OnStar System” ระบบที่เชื่อมต่อธุรกรรมต่างผ่าน application บนมือถือ (Cellular-based telematics) ของ GM ซึ่งถูกกำหนดให้มีความปลอดภัยในการใช้งานระหว่างขับขี่ โดย GM คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้งานบริการนี้กว่า 30 ล้านคนในอีก 10ปีข้างหน้า และนี่คือสาเหตุที่ GM เริ่มให้บริการนี้อย่างจริงจัง

ในเริ่มแรก Maven จะมีให้บริการในเมืองแอนน์อาร์เบอร์,เมืองเล็กๆในรัฐมิชิแกน ซึ่ง GM จะต่อยอดการให้บริการนี้ในพื้นที่อื่นในอนาคตอันใกล้; อย่างเมืองชิคาโก;  ผู้ใช้งาน Maven Application สามารถทำการจองรถที่ต้องการผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้อย่างง่ายดาย สะดวกรวดเร็ว ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าสมาชิกในการใช้งาน และเพียงเดินทางไปรับรถที่ต้องการในจุดจอดกว่า 21 จุดในเมือง โมเดลของรถประกอบด้วย 4 โมเดลของ Chevrolet ได้แก่ Spark, Volt, Malibu และ Tahoe ด้วยค่าเช่าชั่วโมงละ 6 ดอลล่าร์ (ซึ่งต่างจากบริการของ ZipCar ของ Ford และ Car2Go ของ Daimler) ในขณะที่รถยนต์ที่ให้บริการ Maven จะถูกติดตั้งการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทแบบ 4G LTE เพื่อให้สามารถใช้งาน function ต่างๆของรถได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือถือเปิดสตาร์ทรถ สั่งให้เปิดแอร์ล่วงหน้า หากมีอุบัติเหตุให้ระบบแจ้งศูนย์อัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือการซิงก์เพลงโปรดของตัวเองให้เปิดฟังในรถคันไหนๆก็ได้; รวมถึงการใช้งาน Apple CarPlay, Android Auto และ SiriusXM (บริการวิทยุผ่านดาวเทียมที่ยอดนิยมในอเมริกา); หัวใจของบริการนี้ก็คือ “การทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกเหมือนว่า กำลังใช้งานรถของตัวเอง” นั่นเอง

Car-sharing อย่าง Maven ดูเหมือนว่าจะทำให้ยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลในตลาดลดลง แต่อย่าลืมว่า เมื่อผู้ใช้บริการ Maven มากขึ้น นั่นหมายถึง “Utilization” ของรถยนต์มากขึ้น อัตราการเปลี่ยนรถยนต์ (Vehicle Turnover) ก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทาง GM มองว่านั่นคือ “โอกาส” มากกว่า “อุปสรรค” ซึ่งแน่นอนว่า GM กำลังวางแผนให้บริการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการชิมลางโปรเจคที่จะต่อยอดไปในอนาคตอย่าง “ยานพาหนะไร้คนขับ” (Self-driving vehicle/ autonomous vehicle) หรืออาจกล่าวได้ว่า “Owner-driver model” นี้จะทำให้มุมมองทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างมากในอนาคต ที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆที่ผู้ประกอบการต่างต้องรีบแย่งชิงหยิบชิ้นปลามัน เพื่อให้ธุรกิจของตนดำเนินต่อไปได้ การปรับตัวให้ทันตามสถานการณ์ตลาดจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพึงระลึกถึงเสมอในโลกที่ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิง  theverge.com, forbes.com, navigantresearch.com, marketingoops.com
Credit รูปภาพ “© General Motors.”  //media.gm.com/media

Share this post