Amazon ให้คำมั่น ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 50% ภายใน 10 ปี

Mr. Dave Clack , SVP Worldwide Operations ของ Amazon กล่าวว่า ด้วยพัฒนาการของรถยนต์ไฟฟ้า เชื้อเพลิงชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และ พลังงานทดแทน ทำให้ Amazon เห็นแนวทางที่จะสามารถขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าโดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนได้

Mr. Dave Clack ได้โพส Blog เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดที่ Amazon เผชิญอยู่ ก็คือ การไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการขนส่งสินค้า เนื่องจากลูกค้าก็จะมีความต้องการที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะการขนส่งที่รวดเร็วขึ้น หรือ
ค่าขนส่งที่ถูกลง

และจากการประกาศของ  L’Oreal ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนใน Supply Chain ให้น้อยที่สุด จนค้นพบกว่า การขนส่งทางอากาศ หรือที่เราเรียกกันว่า Air Freight เป็นตัวการในการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด ยิ่งกว่าการขนส่งทางรถ ทางราง และ ทางเรือ 

ด้วยสัดส่วนการขายตรงไปยังลูกค้าปลายทางของ L’Oreal ที่ยังน้อย การลด Air Freight เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สำหรับ Amazon ซึ่งนิยามคำว่า “รวดเร็ว” ในแง่ของการเติมเต็มอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นจึงเป็นการขนส่งทางอากาศเป็นสิ่งจำเป็น และด้วยการเป็น marketplace ทำให้ Amazon ไม่สามารถใช่วิธีการเดียวกับ L’Oreal ได้ (การคัดเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)

Amazon ได้มีการลงทุนอย่างหนักในการเพิ่มความสามารถในการขนส่ง โดย Amazon ได้มีการลงทุนซื้อและเช่าเครื่องบินกว่า 50 คัน โดยเป็นเจ้าของ และ เป็นผู้วางแผนการขนส่งเอง ทำให้สามารถควบคุมการขนส่ง และ ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องอาศัยผู้ขนส่งรายอื่น ๆ ของ Amazon ด้วยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ยกตัวอย่างผู้ขนส่งของ Amazon รายหนึ่ง ได้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการลดระยะทางในการขนส่ง และ หันมาใช้พลังงานทางเลือก หรือ พลังงานทดแทนมากขี้น

Beth Davis-Sramek ศาสตราจารย์ Supply Chain Management ของมหาวิทยาลัย Auburn University’s Harbert College of Business กล่าวว่า ระดับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านความยั่งยืนขององค์กรนั้นแสดง
ให้เห็นถึงความจริงจังขององค์กรนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น รายละเอียดของเป้าหมาย หรือ ความคืบหน้า คือกุญแจสำหรับ
ในการพิสูจน์ผลกระทบของความพยายามดังกล่าว

นอกจากนี้ยังได้อธิบายเคสของ Amazon ว่า ยังเป็นการเปิดเผยข้อมูลในระดับตื้น ยังผิวเผินอยู่ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ไม่เหมือนกับอีก 85% ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 (บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 500 บริษัท โดยวัดจากยอดขายหรือรายได้เป็นหลัก) เนื่องจากที่ผ่านมา ทาง Amazon ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมากก่อน และ ไม่ได้เข้าร่วมในโปรเจคการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของ the Governance and Accountability Institute ซึ่งเป็นโปรเจคที่สำรวจ
การปล่อยก๊าซคาร์บอนของบริษัทต่าง ๆ

โดย Amazon ก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้ในปีนี้ รวมถึงแชร์ถึงองค์ประกอบที่สำคัญในการตรวจวัด เป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 50% อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ธุรกิจไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ ก็ต้องหันมาใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อหวังผลในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า เพราะนอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถลดต้นทุน และ สร้างภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจได้อีกด้วยครับ
 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics                                                                    

อ้างอิงและรูปภาพจาก aweimagazine.com supplychaindive.com, fortune.com

Share this post