Amazon … ยุคใหม่ของการ Shopping!!

ที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ครองตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2015 Forbes ได้รายงานตัวเลขการเจริญเติบโตทางธุรกิจของ Amazon ไว้อย่างน่าทึ่ง ธุรกิจค้าปลีกโตขึ้น 27% ในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกรายได้เพิ่มขึ้น 28% (เพียงแค่ Quarter แรกของปี) ในขณะที่ ธุรกิจ Cloud และ Web service มีรายได้รวมโตขึ้น 64% ซึ่งกลายมาเป็นรายได้หลักของ Amazon เลยทีเดียว

นั่นเป็นเพราะกลยุทธ์ที่ Amazon นำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Fulfillment Center ที่มีหุ่นยนต์อัตโนมัติทำงานร่วมกับพนักงานของ Amazon ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงานด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสมลงตัว Could-Web based Service ที่สนับสนุนธุรกรรมช๊อปปิ้งออนไลน์ของลูกค้าทั่วโลก และที่สำคัญบริการขนส่งสินค้าฟรีสำหรับสมาชิกสุดพิเศษที่มี Loyalty กับ Amazon มากอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนอาศัยการประยุกต์และผสมผสานกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ “Internet Of Thing” และการใช้ “Sharing Economy” ซึ่งนั่นทำให้ Amazon ก้าวข้ามการแข่งขันในตลาดได้อย่างง่ายได้ ด้วยสิ่งที่ Amazon ทำ 5 อย่าง ดังนี้

1. Amazon Dash button บริการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเสมือนการเติมสินค้าที่ใกล้จะหมดให้กับลูกค้าแบบอัตโนมัติ Amazon Dash button เป็นอุปกรณ์พลาสติกขนาดเล็ก ที่มีสัญลักษณ์ของยี่ห้อสินค้าแต่ละยี่ห้อ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ท เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้ายี่ห้อดังกล่าวได้ทันทีเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น Amazon dash tag จะถูกติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าต่างๆ หรือสามารถเคลื่อนย้ายนำไปวางไว้ในที่ต่างๆในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว สำหรับสั่งซื้อเครื่องเทศที่กำลังจะหมด ห้องซักผ้าเพื่อสั่งซื้อผงซักฟอก เหล่านี่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และนำมาซึ่งการกลับมาซื้อสินค้า (re-purchase) อีกครั้งนั่นเอง การใช้งานก็ง่ายแสนง่ายเริ่มต้นจาก ลูกค้าซื้อ Amazon dash button ด้วยราคาเพียง 4.99 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสามารถขอคืนเงินส่วนนี้ได้เมื่อลูกค้ามีการสั่งซื่อในครั้งแรก (ที่จริงก็เหมือนได้ฟรี) จากนั้นทำการ download application จาก Apple App Store หรือจาก Google Play Store เพื่อ Register “Amazon Prime Account” กำหนดค่าต่างๆเพื่อเชื่อมต่อกับ Dash button ซึ่งจำนวนการสั่งซื้อสินค้าทุกครั้งจะเท่ากับการกำหนดค่าในครั้งแรก และแน่นอน Amazon Prime Member จะสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยไม่คิดค่าขนส่ง และนั่นทำให้ลูกค้ายินดีที่จะใช้บริการนี้ของ Amazon นั่นเอง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากความสะดวกสบายและน่าสนุกจากการใช้งานนั้นก็คือ กว่า 100 ครั้งที่ลูกค้าพร้อมใจกันสั่งสินค้าในเวลาเพียงไม่กี่นาที คำสั่งซื้อจาก Prime Member เพิ่มขึ้นถึง 75% ใน 3 เดือนแรกโดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ส่วนตัวของลูกค้า และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนุกอีกต่อไปเมื่อ Amazon ต้องบริหารคำสั่งซื้อทั้งหมดในทันที

2.Prime is Going Through the Roof – with Fire

Amazon ได้ให้บริการเป็น “VDO Streaming” สำหรับสมัคร Prime Member ซึ่งในตอนนั้นการลงทุนในบริการนี้มีค่าใช้จ่ายที่บริษัทหลายๆแห่งไม่กล้าที่จะลงทุน แต่สิ่งที่ Amazon ได้มากลับได้ผลมากกว่าที่คาดไว้ และผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นนอกจากนั้นคือ Tablet ที่ถูกใช้โฆษณาในคลิบบริการ VDO Streaming นั้นกลับขายดีที่สุดในปี 2015 และนั่นทำให้ Amazon เห็นช่องทางในการทำการตลาด และวางแผนกลยุทธ์สำหรับบริการ VDO streaming ที่จะใช้ต่อไปโดยยอมที่จะลงทุนในการสร้าง Content ที่มีคุณภาพ และให้บริการดังกล่าวเรื่อยมา – high risk , high return

3. บริการ Prime Now – Uber shopping Logistics 

Prime Now เป็น Platform การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Application ที่อนุญาตให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้ากว่าหนึ่งพันรายการในแต่ละวันได้ ที่สำคัญสามารถจัดส่งสินค้าฟรีภายในสองชั่วโมง หรือภายในหนึ่งชั่วโมงด้วยค่าขนส่งเพียง 7.99 เหรียญสหรัฐ ซึ่งการบริการเริ่มแต่เช้าและสิ้นสุดในเวลาดึก-เจ็ดวันต่อสัปดาห์ในขณะที่ Uber ต้องแข่งขันกับการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค เช่นเดียวกับ Google Express (บริการส่งสินค้าสำหรับลูกค้า Google) UberEats (บริการสั่งซื้ออาหารจากร้านอาหารต่างๆที่จัดส่งโดย Uber) และ Instacart (บริการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก Supermarket/ร้านขายของชำผ่าน application บนมือถือ) แต่ผลที่ออกมาคือ Amazon ยังคงเป็นผู้นำในเกมส์นี้จาก Scale ของคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นแต่สามารถ optimize ต้นทุนต่างๆได้จากการรวมคำสั่งซื้อของ Prime Now และ Amazon dash button เข้าด้วยกัน และยังส่งผลต่ออุตสาหรรมการขนส่ง เพราะ Amazon Prime Air Delivery ได้เช่าเครื่องบินโบอิ้งกว่า 40 ลำและโดรนในการขนส่งสินค้าต่างๆ ซึ่งแน่นอนทำให้ยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น FedEx UPS และ DHL สั่นสะเทือนได้ด้วยเช่นกัน

4. Amazon Home Service – the Optimized Home depot เป็นบริการต่างๆที่เกี่ยวกับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดบ้าน บริการซ่อมแซม/ต่อเติมบ้าน งานสวนต่างๆ  บริการที่ให้ความสะดวกสบายในการค้นหาผู้ให้บริการที่มีความเชียวชาญในบริการนั้น และจองตารางการให้บริการได้ทันทีที่ต้องการและแน่นอนด้วยราคาที่น่าพอใจ และหากไม่พอใจในบริการ Amazon ยินดีที่จะ refund ค่าบริการแบบเต็มจำนวนอีกด้วย ในขณะที่ Amazon จะคิดค่าบริการหลังจากการบริการเสร็จสิ้นแล้ว Amazon สามารถ match ความต้องการของลูกค้ากับการบริการต่างๆได้อยางลงตัว ผ่านการ “utilize” ทั้ง platform และ Supply chain ในธุรกิจของตนซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับ Home Depot Best Bye IKEA และบริษัทอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่ 1 เดือนคำสั่งซื้อบริการต่างๆเพิ่มขึ้นกว่า 20% ต่อเดือน

5.Echo & Alexa – ระบบปฏิบัติการอัตโนมัติ เหมือน Ironman’s Javis 
Amazon Echo เป็นลำโพงที่พกพาได้และถูกสั่งงานด้วยเสียงในการทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเปิดเพลง เตือน to-do-list ตั้งปลุก บอกข่าวสาร/ข้อมูลดินฟ้าอากาศและเวลา Amazon Echo ยังเป็นช่องทางหลักในการเล่น Amazon Music / Prime Music และเล่นเพลงจาก smartphone ต่างๆได้  และยังสามารถทำให้ทั้งบ้านมีระบบเสียง surround ได้ด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงบางส่วนในธุรกิจของ Amazon ที่ทำให้เห็นภาพกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่ประยุกต์ “Core Competency” ของธุรกิจตนกับประโยชน์ของ Internet of Thing ที่จะยกระดับศักยภาพของ Supply chain ที่ทำให้สามารถต่อยอดธุรกิจต่างๆ และขยายโอกาสในตลาดได้เพิ่มมากขึ้น หากธุรกิจมีวิสัยทัศน์ และเปิดโอกาสที่จะเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง หนทางสู่ความสำเร็จเฉกเช่น Amazon สักวันคงมาถึงอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, npr.org, micanaldepanama.com, rita.dot.gov, supplychain247.com, en.wikipedia.com, theusbport.com, techtimes.com

Share this post