Amazon กับธุรกิจใหม่ “High-end Grocery”

_______________________________________________________________

In Breif

Amazon กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอาหารระดับ “High-end” ด้วย Amazon Whole Foods

และหากสามารถพัฒนากระบวนการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างเต็มรูปแบบแล้วละก็

Amazon จะ “interrupt” อุตสาหกรรมต่างๆของโลกอย่างแน่นอน”
_______________________________________________________________

ก่อนหน้านี้ ได้เคยนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับบริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Amazon” แล้วในหลายแง่มุม โดยเฉพาะความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างการใช้ “Drone” ในการขนส่งสินค้าภายใน 1ชั่วโมง การพัฒนาระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ “Amazon Echo” ที่สามารถสั่งการทำงานสิ่งต่างๆในบ้านด้วยเสียงได้ ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะ Amazon ยังคงพัฒนาศักยภาพของตนอย่างไม่หยุดนิ่ง

3 ธุรกิจหลักที่เป็นจุดแข็งของ Amazon ได้แก่ Amazon Web Service (AWS) Amazon Prime Membership และ Amazon Marketplace เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น เพราะ Amazon ต่อยอดไปยังจุดแข็งที่ 4 คือ การขยายธุรกิจค้าปลีกที่จะขึ้นนำเป็นผู้ค้าแบบ “High-end” เหนือคู่แข่งอย่าง “Wallmart” ที่ครองแชมป์ “Mass market” ไปแล้ว

จากที่ Amazon ได้ก้าวเข้ามาในธุรกิจขายสินค้าประเภท “Grocery” แล้วด้วย AmazonFresh แต่ยังไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำในธุรกิจดังกล่าวอย่างเด่นชัดนัก แต่ต่อไปนี้อนาคตของการค้าปลีกจะกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “ร้านค้าออนไลน์” กับ “ร้านค้าจริงๆ (brick-and-mortar)” ซึ่งเห็นได้จาก Amazon เข้าซื้อกิจการของ Grocery Store ยักษ์ใหญ่อย่าง “Whole Foods” ด้วยมูลค่า 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ “Wallmart” ได้เข้าซื้อกิจการของ  Bonobos; บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกทั้งแบบหน้าร้านและออนไลน์สินค้าสำหรับผู้ชายระดับ high-end ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มูลค่ายอดขายต่อปีสูงถึง 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ; ด้วยมูลค่า 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ Amazon พยายามสร้างจุดแข็งที่ 4 ดังกล่าว เนื่องจาก Amazon ต้องการที่จะเป็นเจ้าของตลาดสินค้าออร์แกนนิกส์และอาหารปรุงสำเร็จที่จะถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพระดับ “High-end” การที่ Amazon มีร้านหนังสือกว่า 10 สาขา จะช่วยส่งเสริมการขายสินค้าได้ดี เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการสัมผัสสินค้าจริงก่อนการซื้อ ในขณะที่การกระจายสินค้าไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ การที่ Amazon มี Fulfillment Center ในจุดยุทธศาสตร์ต่างๆทำให้เป็นจุดแข็งในการส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Amazon ยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Amazon Echo Amazon Prime Now Application และ Amazon Dash Button ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำมาประยุกต์รวมกันและกลายเป็น Marketplace แบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application และส่งตรงถึงบ้านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียเวลาในการต่อคิวที่แคชเชียร์ ซึ่งที่ผ่านมามีร้านค้าปลีกไร้พนักงานขายที่เปิดให้บริการเป็นที่แรกของโลก (ตามที่เคยนำเสนอแล้วในบทความเรื่อง “Startup แนวใหม่…ร้านค้าปลีกไร้พนักงาน!!”) โดยที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าโดยชำระเงินผ่าน application ได้เองตลอด 24 ชั่วโมง แต่นั่นเป็นเพียงร้านขายสินค้าขนาดเล็กที่สินค้าแต่ละชิ้นราคาไม่สูงมากนัก แต่ “Amazon Whole Foods” มองไปไกลกว่านั้น และประการสุดท้ายที่สำคัญก็คือ “กระบวนการโลจิสติกส์ทั้งหมด” ที่สามารถดำเนินการได้ด้วย “Internet of Thing” ไม่ว่าจะเป็น “รถบรรทุกไร้คนขับ” หรือ “โดรน (drone)” ซึ่งนั่นหมายความว่า หาก Amazon Whole Foods สามารถพัฒนากระบวนการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างเต็มรูปแบบแล้วละก็ Amazon จะ “interrupt” อุตสาหกรรมต่างๆของโลกอย่างแน่นอน

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  techcrunch.com, forbes.com, pexels.com

Share this post