Amazon กับ การขนส่งสินค้า ” ฟรี “…ทำได้ไง?

Amazon & Free Shipping

Amazon, Free shipping, Logistics, PrimeAmazon, Free shipping, Logistics, Prime สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าทั่วโลกชื่นชอบที่จะ “shopping” สินค้าจาก “Amazon.com” คงหนี้ไม่พ้น Amazon กับ การขนส่งสินค้า การเลือก “ขนส่งฟรี (Free Shipping Option)” ได้ สำหรับลูกค้ารายหลัก (Prime Member)  โดยมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อได้ตาม option ฟรีๆ 

เริ่มต้นจาก 79 เหรียญดอลล่าร์ต่อปี และปัจจุบันอยู่ที่ 99 เหรียญดอลล่าร์ต่อปี สำหรับสมาชิกหลักของ Amazon กว่า 40 ล้านคนทั่วโลกที่ยอมเหมาจ่ายเพื่อขนส่งฟรี และทางเลือกนี้เป็นประโชยน์อย่างมากโดยเฉพาะการส่งไปยังร้านค้าปลีกบนอินเตอร์เน็ทในหลายปลายทางในแต่ละวัน “การขนส่งฟรี” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ Amazon.com สามารถแข่งขันกับแบรนด์ต่างๆได้ในขณะที่ลูกค้ากำลังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจว่าจะไปซื้อสินค้าที่ไหนดี และแน่นอน option นี้ทำให้การบริการของ Amazon.com เหนือกว่า Walmart ในการแข่งขันทางการค้าปลีกจริงๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าใช้บริการ ก็คือ ความสะดวกสบายในการกรอกข้อมูลไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ซื้อ/ที่อยู่ในการจัดส่ง/ที่อยู่ในการวางบิลในทุกครั้งที่มีธุรกรรมเกิดขึ้น ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบ “Cloud” ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในความสะดวกดังกล่าวอย่างมาก นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับลูกค้ารายหลัก  แล้ว Amazon.com มีการจัดการกับ “ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า และจัดส่งในเวลาเหมาะสมได้อย่างไร” ที่สำคัญ “จัดส่งฟรีด้วย” ตามหลักการเรารู้ดีว่า การขนส่งสินค้าในปริมาณมากไปยังปลายทางเดียวกันเป็นสิ่งที่ผู้ขนส่งต่างต้องการให้เป็น แต่สำหรับ Amazon.com ที่มีการขนส่งแบบยิบย่อยละ? คำตอบของกลยุทธ์ดังกล่าวช่างง่ายดาย นั่นคือ ทำอะไรก็ได้ที่ 1.ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และ 2. ทำให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าดีขึ้น และคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องจ่ายไปลูกค้ารายหลักจะซื้อสินค้ามากขึ้นเมื่อมีการส่งฟรี และ Amazon.com อาศัยจุดนี้ในการดึงปริมาณการขาย ซึ่งทำให้การขนส่งสินค้ามีต้นทุนที่ “efficiency” มากยิ่งขึ้นไปโดยปริยาย

ไม่มีใครรู้ว่า Amazon.com ใช้วิธีการนี้ในการดึงลูกค้า และถ้าคู่แข่งต้องการจะก้าวเข้ามาประชันในเกมส์นี้ด้วย ก็ต้องทำการ match ปริมาณการสั่งซื้อของลูกค้ากับกำลังการขนส่งของตนเอง ซึ่ง Amazon.com ทำสิ่งนี้ได้ดี ด้วยการใช้เทคโนโลยี“Cloud Computing” ในการรวมศูนย์การบริหารงานการขนส่งโดยใช้หุ่นยนต์ร่วมกับแรงงานคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

แล้วกระบวนการนี้มันทำได้อย่างไร? ลูกค้าของ Amazon จ่าย 99 เหรียญดอลล่าร์ต่อปีเพื่อการขนส่งฟรี แต่เบื้องหลังของมันคือ Amazon.com จะทำการเรียกเก็บค่าบริหารจัดการต่างๆกับผู้ขาย เพื่อที่จะเข้าร่วมในบริการที่เรียกว่า “FBA” หรือ  “Fulfilled By Amazon” ซึ่ง Amazon จะทำตัวเป็น “Logistics Service Provider” ในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้กับผู้ขาย จัดการ pick & pack สินค้าลงกล่อง และจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทางแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงการบริการ Customer Service ตลอด 24/7 เพื่อดูแลความพึงพอใจของลูกค้าต่อสินค้าของผู้ขายด้วย  ผู้ขายเพียงแต่เลือกที่จะให้ Amazon เป็นผู้บริหารจัดการ process ทั้งหมดนี้ โดยส่งสินค้าของตนไปจัดเก็บไว้ที่ “Fulfillment Center” ที่กระจายอยู่ทั่วโลก (เลือกได้ว่าจะจัดเก็บไว้ที่ไหน ที่ใกล้กลุ่มลูกค้าของตนมากที่สุด)  นั่นคือ การจ่ายค่าบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (คิดราคาต่อลูกบาศก์ฟุต) ซึ่งค่าบริการขึ้นกับ Seasonal ด้วย (ตามตารางด้านล่าง) ซึ่งยิ่งสินค้าเก็บไว้นานเท่าไหร่/ขายสินค้าได้ช้าเท่าไหร่ ค่าบริหารจัดการในส่วนนี้จะแพงมากขึ้นเท่านั้น

นี่ยังไม่รวมค่าบริการที่ Amazon จะทำการเคลียร์สินค้าคงคลังทั้งหมดในแต่ละปีที่ผู้ขายจะต้องจ่ายให้ Amazon อีกเช่นกัน 

แล้วมันคุ้มค่าสำหรับผู้ขาย/เจ้าของสินค้าหรือไม่?? แน่นอน, การบริการ FBA เหมาะกับผู้ขาย/เจ้าของสินค้าที่ต้องการขยายธุรกิจไปยัง Scale ที่ใหญ่ขึ้น (Local to Global) เสมือนการ outsource งานที่ไม่ถนัดไปให้กับ Professional บริหารจัดการแทน ซึ่งทำให้ผู้ขายสามารถที่จะ focus ในการขายและการพัฒนาคุณภาพสินค้าของตนได้มากขึ้น สินค้าที่เข้าร่วมในการบริการ FBA จะมีสัญลักษณ์บอกเป็นพิเศษ และจะถูกเห็นมากขึ้นแก่ลูกค้าหลักของ Amazon ที่มีกำลังซื้อมากมาย (Prime Member) นั่นหมายถึง “โอกาสในการขายสินค้าก็มากขึ้นตามไปด้วย”  นอกจากนี้ บริการเสริมที่ Amazonมีให้กับผู้ขาย คือ ผู้ขายสามารถติดตามสินค้าคงคลังของตนแบบ on-line real time ได้ และ Amazon ยังให้บริการนี้กับกลุ่มลูกค้าบางรายที่ไม่ได้ซื้อผ่าน Amazon.com ของผู้ขายรายนั้นด้วย

ถึงแม้ว่า สมาชิกหลัก หรือ Prime Member ของ Amazon เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2014 เพิ่มขึ้น 53% ทั่วโลก (50% เป็นสมาชิกจาก อเมริกา) นั่นคือ มีสมาชิกหลัก 40 ล้านคน จากสมาชิก 270 ล้านคนทั่วโลก เท่ากับว่า Amazon มีรายได้ 3,960 ล้านเหรียญดอลล่าร์จากสมาชิกหลักที่ต้องการบริการขนส่งฟรี ดูเหมือนว่า Amazon จะมีรายได้จากส่วนนี้ค่อนข้างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว Amazon ยังคงขาดทุนจากการขนส่งฟรีสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ในทุกไตรมาส ส่วนหนึ่งเพราะ Amazon มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจาก สิทธิพิเศษที่ลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับ เช่น ทดลองใช้งานฟรี 30 วันสำหรับการดูหนัง ฟังเพลงและรายการทีวีออนไลน์ฟรี (รวมถึง application Kindle books ด้วย) เป็นต้น และนี่ไม่ได้หมายความว่า รายได้จากการขาย on-line จะสามารถชดเชยกับต้นทุนค่าขนส่งได้ หาก scale ของยอดขายของสมาชิกที่ focus นั้นไม่มากพอที่ทำให้เกิด “Economy of Scale”  โดยในปี 2557 Amazon มีรายได้จากการขายทั้งหมด 89 พันล้านเหรียญดอลล่าร์ แต่ในขณะเดียวกันมีการขาดทุน 241 ล้านเหรียญดอลล่าร์จากการขยายการลงทุนใน Facility ของสมาชิกหลัก ไม่ว่าจะเป็น คลังสินค้า เครื่อง Server สำหรับ e-transaction และไฟล์วีดีโอต่างๆ อย่างไรก็ตาม Jeff Bezos, CEO ของ Amazon บุคคลที่ร่ำรวยอันดับที่ 17 ของโลก, ยังคงยืนยันที่จะดำเนินธุรกิจในแนวทางนี้ เพื่อดูแลสมาชิกรรายหลักของ Amazon ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ขายต้องพิจารณา tradeoff ค่าบริการที่เรียกเก็บโดย Amazon ซึ่งเปรียบเสมือนการลงทุนเพื่ออนาคต หรือการลงทุนด้วยตนเองในคลังสินค้า/ระบบสารสนเทศ กับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นเมื่อปล่อยให้ “มืออาชีพ” เข้ามาบริหารจัดการ เสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดอ่อนของตน และต้องจับตาดูการดำเนินธุรกิจของ Amazon ว่าจะมีกลยุทธ์ต่อยอด/แก้เกมส์ให้กับทั้งลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้เสียทั้ง Supply Chain ของตนอย่างไรเพื่อ  “Win-Win Situation”

เรียบเรียงโดย   BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพ money.com, statista.com, businessinsider.com, fool.com, youtube.com, eymm.com

Share this post