9 วิธีลดต้นทุนการขายสินค้าออนไลน์ และเพิ่มความสุขให้ลูกค้าขาช้อป

ในยุคที่การซื้อสินค้าออนไลน์มาแรง คงเลี่ยงไม่ได้ที่มีร้านค้าออนไลน์ผุดขึ้นมาแข่งขันตัดราคากันเอง ลดราคาแข่งกันไม่ใช่คำตอบ เพราะลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้รับสินค้าเร็วกว่า หรือแม้แต่ยอมที่ออกจากบ้านไปรับสินค้าที่จุดรับสินค้าด้วยตนเองเพื่อให้ได้สินค้าเร็วขึ้น บทความนี้จึงรวบรวม 9 วิธีที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสุขให้ลูกค้า (เพราะลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความสุข)

1. ปรับระดับการส่งมอบสินค้าตามความต้องการของลูกค้า

       ทุกวันนี้ระดับความคาดหวังของลูกค้าสูงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันลูกค้าแทบคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายในวันรุ่งขึ้น ข่าวดีคือมีผู้ให้บริการจัดส่งที่สามารถส่งมอบแบบวันถัดไป (Next day Nationwide) ได้ ซึ่งร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากบริการส่งด่วนร่วมกับกลยุทธ์ทางการตลาด เพิ่มตัวเลือกการส่งมอบให้สอดคล้องกับระดับสมาชิกของลูกค้า เช่น Amazon ที่เสนอตัวเลือกการส่งมอบสินค้าวันถัดไปให้กับสมาชิกคนสำคัญ (Prime membership) วิธีนี้นอกจากสร้างความประทับใจให้ลูกค้าแล้ว ยังเพิ่มยอดขายอีกด้วย

2. เสนอตัวเลือกการรับสินค้าจากจุดรับสินค้า

       ลูกค้าบางรายไม่ต้องการนั่งรอรับสินค้าอยู่บ้าน หรือวิถีคนเมืองที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก ไม่มีคนรอรับสินค้าที่บ้าน ดังนั้นลูกค้ากลุ่มนี้จึงยินดีจะเดินทางไปรับที่จุดรับ (Drop point) ใกล้บ้านตัวเองเพื่อให้ได้รับสินค้าเร็วขึ้น ซึ่งทางเลือกนี้นอกจากเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า ยังช่วยลดต้นทุนการจัดส่งลงด้วย

3. ระบบการจัดส่งแบบ Crowdsourced

       ภายในปี 2028 ร้อยละ 90 ของกลุ่มผู้ค้าปลีกต้องการเปลี่ยนมาใช้การจัดสงแบบ Crowdsourced ซึ่งเป็นการลดระยะเวลาการจัดส่ง โดยการเก็บสินค้าไว้ที่ร้านเพื่อให้สินค้าอยู่ใกล้ลูกค้า (Ship from store) เมื่อเกิดคำสั่งซื้อ ข้อมูลสินค้า เส้นทาง และเวลาการจัดส่งจะถูกกระจายสู่ผู้ให้บริการจัดส่งในพื้นที่ใกล้เคียงร้านค้า เพื่อให้ผู้ขนส่งที่มีรถของตนเอง เสนอราคาค่าจัดส่ง และระบบจะทำการคัดเลือกผู้ขนส่ง ลักษณะจะคล้ายกับบริการ On-demand deliver เช่น Grab, Get, Lalamove ซึ่งประโยชน์ของ Crowdsourced Delivery ผู้ค้าปลีกสามารถลดต้นทุน เพราะไม่ต้องมีรถขนส่ง Last-mile เป็นของตนเอง แต่ต้องอาศัย Digital Platform ในการเชื่อมข้อมูลตั้งแต่ร้านค้าออนไลน์ การจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่ง และสินค้าคงคลัง (Tech-heavy and asset-light) ส่วนลูกค้าจะได้รับสินค้าเร็วขึ้น พร้อมทั้งสามารถเลือกช่วงเวลารับสินค้าที่ยืดหยุ่นได้ด้วยตนเอง

       หนึ่งในผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Walmart ก็ใช้ระบบการจัดส่ง Last-mile แบบ Crowdsourced ตั้งแต่ปี 2017 เช่นกัน ทำให้ Walmart ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ระวังต้นทุนแฝง

       ก่อนใช้บริการควรคุยกับผู้ให้บริการจัดส่ง หรือ Fulfillment ถึงรายการค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ทั้งค่าใช้จ่ายปกติ และค่าใช้จ่ายพิเศษที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งตรวจสอบใบแจ้งหนี้ให้ละเอียด เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการสามารถปรับลดลงได้ หรือผู้ให้บริการรายอื่นอาจไม่คิดค่าบริการยิบย่อย ทำให้คุณสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

5. อย่าให้สินค้าขาดสต๊อก

       ถ้าสินค้าที่ขายสามารถหาซื้อได้จากหลายช่องทาง ร้านค้าต้องมั่นใจว่าสินค้ามีพร้อมขายเสมอ เพราะร้านค้าอาจต้องเสียต้นทุนส่วนเพิ่มเพื่อเร่งเติมสต๊อกสินค้า หรือเสียลูกค้าไปทั้งๆ ที่สินค้าอยู่ในตะกร้ารอการชำระแล้ว

6. วางแผนการส่งคืนสินค้าให้มีประสิทธิภาพ

       การส่งคืนสินค้าอาจมีต้นทุนสูงถึง 30% ของคำสั่งซื้อ ดังนั้นต้องตรวจสอบสินค้าให้ถูกต้อง ครบถ้วน อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งานก่อนส่งมอบ และไม่ควรลดต้นทุนโดยการไม่ใช้วัสดุกันกระแทก หรือใช้กล่องที่ไม่แข็งแรง แต่อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสที่สินค้าจะเสียหาย จำเป็นต้องส่งคืนสินค้า ซึ่งผู้ขายสามารถสร้างความประทับใจให้ลูกค้าโดยการรับผิดชอบค่าส่งคืน และการเปลี่ยนหรือหาสินค้าทดแทนให้กับลูกค้า

7. เปรียบเทียบระหว่างการทำเองและการใช้บริการ Fulfillment

       ถ้าพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ยังสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะตอบแชทลูกค้า บริหารคำสั่งซื้อ หาพื้นที่จัดเก็บ แพ็คและจัดส่งสินค้าได้ครบทุกคำสั่งซื้อภายในระยะเวลาส่งมอบที่ตกลงกับลูกค้า ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องใช้บริการ Fulfillment แต่ถ้าคำสั่งซื้อเพิ่มสูงขึ้น หาพื้นที่เก็บสินค้าไม่ได้ ไม่มีเวลามานั่ง update ข้อมูลใน Excel หรือส่งสินค้าผิดลูกค้า อาจถึงเวลาที่ต้องพิจารณาว่าจ้างผู้ให้บริการ Fulfillment ให้เจ้าของธุรกิจมีเวลากับการขายสินค้าเพิ่มยอดขายได้เต็มที่

8. พิจารณาการเลือกใช้บริการแบบ On-Demand

       ถ้าร้านค้าต้องการความช่วยเหลือเพียงบางช่วงเวลาที่มีคำสั่งซื้อสูง หรือขาดกำลังพลชั่วคราว ร้านค้าสามารถเลือกใช้บริการ On-Demand ที่มีให้เลือกตั้งแต่พื้นที่จัดเก็บสินค้ารายวัน แรงงานช่วยแพ็คสินค้ารายวัน รวมไปถึงระบบบริหารจัดการคำสั่งซื้อที่มีให้ทดลองใช้ฟรี และสามารถเลือกจ่ายเพิ่มสำหรับฟังก์ชั่นต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ไม่พลาดโอกาสในการขายทุกๆ ช่วงเวลา

9. Drop-shipping ไม่มีสินค้าก็รวยได้

       วิธีนี้เหมาะกับพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ที่ต้องการเรียนรู้ และไม่อยากเจ็บตัวมากนัก Drop-ship คือการนำสินค้าของผู้อื่นมาขาย เสมือนเป็นตัวแทนขายสินค้า เมื่อได้คำสั่งซื้อก็ส่งต่อไปยังผู้ผลิต ให้ผู้ผลิตทำหน้าที่จัดส่งไปยังผู้ซื้อ ซึ่งหัวใจของ Drop-ship คือผู้ขายต้องมีพันธมิตรผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ รักษาคุณภาพสินค้า สามารถจัดส่งได้ตรงตามเวลาที่ตกลงกับลูกค้า

       การบริหารจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้มั่นใจว่าต้นทุนทุกบาททุกสตางค์อยู่ในการควบคุมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคำสั่งซื้อเยอะจนควบคุมไม่ได้ มีเงินแต่ไม่มีเวลาใช้ หรือต้องการเวลาเพื่อขยายธุรกิจใหม่ ทางเลือกที่น่าพิจารณาคือบริการ Fulfillment ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้บริการจำนวนมาก แต่ถ้าคุณกำลังมองหาผู้ให้บริการ Fulfillment ที่ครบวงจร และได้มาตรฐาน Fulfillment by SCG Logistics คือคำตอบ สามารถปรึกษาพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมฟรีได้ทาง โทรศัพท์ 02-586-6777 (กด1), 061-403-6912 (คุณพอย)​ หรือ add Line@

 เพิ่มเพื่อน

อ้างอิงบทความจาก : inboundlogistics.com

อ้างอิงรูปภาพจาก : unsplash, freepik

Share this post