7 เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์

logistics will be more challenging and advanced in the future with these 7 technologies to improve logistics efficiency.

งานด้าน logistics มีการเปลี่ยนแปลง และ พัฒนาอยู่ตลอดเวลา การที่เราจะตามเทรนด์ให้ทัน หรือ นำเอา เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ เข้ามาปรับใช้ทุก ๆ อย่างนั้นเป็นเรื่องยากมาก บริษัทขนส่งต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อก่อนมาก

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะ ผู้นำเองก็ต้องเอาข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ และ พัฒนาคุณภาพของานขนส่งในระยะยาว เทคโนโลยีในตอนนี้ไปไกลกว่าความสามารถของคนเรามาก ฉะนั้นการจะเอา เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ อะไรมาใช้ ต้องคิดให้ดีก่อน

จากการศึกษาพบว่า 81%  ของบริษัทต่าง ๆ วางแผนที่จะนำเอาเทคโนโลยี หรือ ซอฟท์แวร์มาใช้ภายใน 2 ปี ในขณะที่ 84% นั้นบอกว่าอยากนำเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ แล้วคำถามคือ “ การพัฒนาที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คืออะไร? มีโซลูชั่นที่ล้ำสมัยมากมายที่ควรพิจารณาที่นี่ ดังนั้นโปรดอ่านเพื่อเรียนรู้ 7 เทคโนโลยีที่เป็นกุญแจสู่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพกันครับ

1.  Dynamic Route Planning Systems

การบริหาร Fleet รถในโลจิสติกส์นั้นเป็นกระบวนการที่กินต้นทุนส่วนใหญ่ การวางแผนที่ดี และมีการทำ Optimization จะทำให้การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ระบบ Dynamic Route Planning Systems ก็สามารถทำให้ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าสั้นลงได้ ช่วยลงทั้งต้นทุน และ เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งสินค้าในระบบเดียว ข้อดีการใช้ระบบอีกอย่างหนึ่งก็คือระยะเวลาที่ใช้ในการประมวลผมนั้นสั้นกว่าการใช้คนมาก เพียงไม่กี่นาที ก็สามารถออกแบบเส้นทางการขนส่งได้แล้ว โดยหลักการของระบบ Dynamic Route Planning Systems ก็คือ การทำให้สินค้าไปถึงปลายทางที่ถูกต้อง และ ถูกเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น

โดยระบบนี้จะช่วยลดระยะทางที่ใช้ในการขนส่งสินค้า (ระยะทางลดลง เท่ากับใช้พลังงานน้อยลง ใช้พลังงานน้อยลงก็ประหยัดมากขี้น) และเพิ่มการ Utilize การใช้สินทรัพย์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย ฉะนั้นแทนที่จะมานั่งกังวลว่าจะส่งสินค้าอย่างไร ส่งทันหรือไม่ คุณใช้ระบบนี้วางแผนการจัดส่งสินค้าล่วงหน้าดีกว่า

2. Artificial Intelligence ( AI )

Artificial Intelligence หรือ AI ที่เราคุ้นเคยกัน คือ เทคโนโลยีที่ใช้โรบอทเข้ามาควบคุมการทำงาน โดย AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก โดยเฉพาะในงานด้านโลจิสติกส์ ถึงแม้ว่าเราอาจไม่พอใจอยู่บ้าง ที่ AI จะเข้ามาแทนที่คน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาปฏิวัติการทำงานในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่การวางแผนกำลัง การจัดการคลังสินค้า รวมไปถึงกระบวนการอื่น ๆ ใน Supply Chain โดยอย่างแรกที่เราพบบ่อยก็คือ AI จะเข้ามาทำงานที่มีความน่าเบื่อ ลักษณะงานซ้ำ ๆ ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น งานคีย์ข้อมูล เป็นต้น ซึ่งหากเราใช้คน การคีย์ข้อมูลจะใช้เวลานานกว่า ซึ่งเวลาที่ลดลงตรงนี้ ส่งผลให้ทั้งกระบวนการใน Supply Chain ดีขึ้น และ ช่วยให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้นตาม

3. Conversational systems

หนึ่งในสิ่งที่เราจะได้รับจากการใช้ AI ก็คือระบบการสนทนา (conversational systems) หรือ แชทบอท ( Chatbot ) ที่เรารู้จักกัน คือ บอทที่ช่วยตอบคำถามต่าง ๆ ของลูกค้า รวมถึงเรียนรู้เองได้เรื่อย ๆ ยิ่งมีลูกค้าเข้ามาคุยด้วยมากเท่าไหร่ บอทตัวนี้ยิ่งฉลาด และ ตอบคำถามลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น ช่วยเพิ่มความพึงพอใจ และ ความภักรดีต่อแบรนด์ของลูกค้า แต่ไม่ได้หมดเพียงแค่นั้น แค่บอทเองยังสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น การชำระค่าสินค้าหรือบริการ การตรวจสอบสถานะสินค้า การยืนยันคำสั่งซื้อ หรือ แม้แต่การคีย์ข้อมูลโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของคนได้มาก

4. Internet of Things ( IoT )

Internet of Things (IoT) นั้นมีบทบาทอย่างมากในสมัยนี้ ด้วยคอนเซปที่เอาอุปกรณ์ต่าง ๆ เชื่อมต่อถึงกันผ่านระบบ internet ซึ่งจะทำให้เกิดการสื่อสารกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างอุปกรณ์ โดยจะเข้ามามีบทบาทในโลจิสติกส์ ยกตัวอย่างเช่น IoT นั้นจะเปลี่ยนให้คลังสินค้าธรรมดา กลายเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะ ที่คนในคลังสินค้าสามารถเข้าใจเงื่อนไข และ ข้อจำกัดของสินค้าได้ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันยังสามารถรวมรวบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้า และ ค้นหาสถานะของสินค้า หรือ ออเดอร์นั้น ๆ ได้ตลอดเวลา

5. Augmented Reality ( AR )

Augmented Reality หรือ AR ที่เราคุ้นเคย คือ เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการวางแผน และ การส่งมอบที่ตรงเวลา โดยทั่วไปแล้วมีคุณสมบัติหลักของ AR ในโลจิสติกส์อยู่ 4 อย่าง

  • Warehousing operations: แม้ว่าจะยังเป็นเทคโนโลยีใหม้ แต่ AR ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนากระบวนการหยิบสินค้าได้
  • Transportation optimization: นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งในแง่ของการนำทางพนักงานขับรถ การตรวจสอบความถูกต้อง การโหลดสินค้า และ การค้าระหว่างประเทศ
  • Drop-offs optimization: แทนที่จะต้องใช้ความจำว่ากล่องไหนเป็นกล่องไหน ของออเดอร์อะไร และ ของลูกค้าคนไหน อุปกรณ์ AR สามารถรุบะตำแหน่งของสินค้าในรถขนส่งได้อย่างรวดเร็ว
  • Enhanced value-added services: แทนที่จะสนใจแต่เรื่องการขนส่งเพียงอย่างเดียว บริษัทโลจิสติกส์ ยังสามารถใช้ AR ในการออกแบบบริการใหม่ ๆ เช่น บริการซ่อมบำรุง หรือ บริการประกอบติดตั้งสินค้าได้ด้วย

6. Autonomous vehicles

เทคโนโลยีนี้อาจจะดูเหมือนในหนังไปสักหน่อย แต่ Autonomous vehicles หรือ ที่เราเรียก ๆ กันว่ารถยนต์ไร้คนขับนั้นมีจริง และ เริ่มเอาเข้ามาใช้ในงานโลจิสติกส์แล้วบางส่วน โดยเจ้าเทคโนโลยีนี้เข้ามาทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น มาส่วนช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล และ ลดการเกิด downtime

โดยมีการศึกษาว่าหากเราเอารถยนต์ไร้คนขับเข้ามาใช้ในงานโลจิสติกส์ทั้งหมด จะสามารถลดต้นทุนการดำเนินการได้มากถึง 45% ตีเป็นเงินได้ถึงราว ๆ 85000 ล้านเหรียญสหรัญ ถึง 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลย

อาจจะงงกันว่า ทำไมลดต้นทุนได้มากขนาดนั้น หลักการมันมีอยู่ว่า รถยนต์ไร้คนขับพวกนี้ทำงานได้โดนไม่ต้องหยุดพัก ไม่สนใจสภาพอากาศ ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพทั้งการขนส่ง การคลัง และ ความปลอดภัยให้กับพนักงานด้วย เมื่อนำทุกอย่างมาคำนวนเป็นเม็ดเงิน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเทคโนโลยี รถยนต์ไร้คนขับถึงดีขนาดนี้

7. Big data for predictive analytics

Big data กำลังก้าวหน้าไปอีกขั้นในในด้านโลจิสติกส์อันเนื่องมาจากการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ (Predictive Analytics) เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลนั้นมีมากมาย เราเพียงต้องการแพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการข้อมูล ระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สร้างข้อสรุปที่มีคุณค่า และ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ด้วยวิธีนี้ บริษัท โลจิสติกส์สามารถลดข้อผิดพลาด และ มองหาโอกาส ได้เร็วกว่าคู่แข่งที่มี  ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการตัดสินใจของคนหรือสัญชาตญาณอีกต่อไป เนื่องจากมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ในการ ประสิทธิภาพของ Supply Chain ประสิทธิภาพการทำงานแบบ end-to-end การจัดการสินค้าคงคลัง และ อื่น ๆ

อ้างอิงรูปภาพและบทความจาก : cerasis.com, freepik.com

Share this post