5G ปฏิวัติโครงสร้างคมนาคม

ปัจจุบัน Big Data ที่นำมาใช้วิเคราะห์มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ ข้อมูลเชิงโครงสร้าง (Structured Data) และข้อมูลไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) ซึ่งข้อมูลที่มีความซับซ้อนในการจัดการคือข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เพราะอยู่ในรูปของข้อความ (Text) ยาวๆ ข้อความเสียง รูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว (VDO) ซึ่งในอดีตข้อมูลเหล่านี้อาจถูกละเลย เนื่องจากต้องใช้พื้นที่จัดเก็บ (Storage) จำนวนมาก อีกทั้งยุ่งยากในการเรียบเรียง หรือจัดกลุ่ม (Normalization / Meaning extraction) ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถึงแม้มีคุณค่า (Value) แต่ไม่ถูกจัดเก็บ หรือนำมาใช้ประโยชน์

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ทำให้หมดปัญหาดังกล่าว แต่อุปสรรคคือการถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ ซึ่งพระเอกที่มาทะลายข้อจำกัด ทำให้สามารถส่งข้อมูลแบบ Near Real-time คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาร 5G โดยมีความเร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร จาก 100,000 เครื่อง เพิ่มเป็น 1,000,000 อุปกรณ์ จากขีดความสามารถเหล่านี้ เป็นก้าวสำคัญของยุครถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพราะ Big Data ที่รถยนต์นำมาประมวลผลการขับขี่คือภาพจากกล้อง (Lidar) ทำให้เกิดเป็น VDO Driven

บทบาทของ VDO ต่อการขับขี่ปลอดภัยของรถยนต์อัตโนมัติ

ในยุคแรกกล้อง VDO ติดรถยนต์ถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลเวลา, ความเร็ว และภาพเหตุการณ์ ต่อมามีการพัฒนาระบบ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ซึ่งส่วนนึงของระบบคือการนำภาพ VDO มาวิเคราะห์แบบ Real-time เพื่อแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบพฤติกรรมเสี่ยงทั้งจากผู้ขับขี่ และสภาพแวดล้อมภายนอก ในปัจจุบันด้วยการผสานเทคโนโลยีกล้องที่เสมือนดวงตา ระบบ AI ที่เป็นสมอง อุปกรณ์ IoT เป็นระบบประสาทการรับรู้ และความเร็วในการเชื่อมโยงข้อมูลของ 5G ทำให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์อัตโนมัติ

ภายใน 20 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจำนวนรถจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2 พันล้านคัน เนื่องจากการพัฒนาทางหลวง และการขยายโครงข่ายคมนาคมไปยังพื้นที่ชนบท ทำให้อาจเกิดปัญหาการจราจรแออัด และสภาพแวดล้อม ดังนั้นในช่วงทศวรรษต่อจากนี้ จะเห็นการเติบโตที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์อัตโนมัติอย่างแน่นอน ซึ่งภายในปี 2568 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 25% และในปี 2573 บนท้องถนนทั่วโลกจะมีรถยนต์ไร้คนขับกว่า 11 ล้านคัน อีกทั้ง 29 รัฐในอเมริกาต่างมีกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์อัตโนมัติ และจะขยายการบังคับใช้ไปยังรัฐอื่นๆ ต่อไป

ระบบกล้อง VDO อัจฉริยะกับระบบคมนาคม

เรื่องความปลอดภัยจะสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเมื่อพูดถึงรถยนต์อัตโนมัติ ดังนั้นเพื่อมุ่งไปสู่อนาคต ระบบกล้องอัจฉริยะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมระบบการจราจร ซึ่งปัจจุบันกล้องอัจฉริยะถูกติดตั้งใช้งานจริงกับสัญญาณไฟจราจรในบางพื้นที่ของอเมริกา และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดระยะเวลารอสัญญาณไฟได้ถึง 40% ส่งผลให้ลดระยะเวลาการเดินทาง และการสร้างมลพิษ

รถยนต์ที่ติดกล้อง 1 คัน สามารถสร้างข้อมูลได้ถึง 4 TB ต่อวัน (เทียบเท่า 4,000 GB) อีกทั้งการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ IoT ที่จะถูกติดตั้งอยู่ในสัญญาณไฟจราจร ป้ายสัญลักษณ์ ลานจอดรถ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเครือข่ายความเร็วสูง 5G จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ทำให้เกิดระบบคมนาคมที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ท้องถนนทุกคน

อ้างอิงภาพ และ บทความจาก : iotorldtoday.com

Share this post