5 วิธี Move On พาองค์กรพ้นวิกฤติ Covid-19

businessman looking forward to move business on during covid-19

เมื่อใดก็ตามที่มีวิกฤติ เมื่อนั้นคือช่วงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้า กับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หาวิธีก้าวข้ามผ่านปัญหา และ อุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาเพื่อ Move on ไปข้างหน้าให้ได้โดย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะ Move on และ พาองค์กรพ้นวิกฤติ Covid-19 อันแสนโหดร้ายนี้ไปให้ได้ ก็คือ สติ และ การคิดทบทวนเพื่อวางแผนในการรับมืออย่างถี่ถ้วน เพื่อสู้รบปรบมือกับช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ วันนี้ จะพาทุกคนไปพบกับ 5 วิธี Move On พาองค์กรพ้นวิกฤติ Covid-19

1. โอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ ที่แตกต่างจาก Business Model เดิม ๆ

อะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ก็กลับเกิดขึ้นเมื่อ COVID-19 มาเยือน ยกตัวอย่างเช่น วงการค้าปลีกอย่างห้างสรรพสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown เป็นไปได้แล้วที่วันนี้จะไม่มีใครออกมาเดินช้อปปิ้งที่หน้าร้านเลย ทำให้ยอดขายของห้างสรรพสินค้าลดลงไปอย่างน่าใจหาย จึงทำให้ต้องหันมาโฟกัสยอดขาย จากการขายออนไลน์ ถือเป็นโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคในโลกออนไลน์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ปรับปรุง พัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น เช่น ในด้านการสร้างประสบการณ์การ Shopping เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี AR/VR เพื่อเป็นการสร้าง Engagement กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของแบรนด์ และเป็นการ “รักษาความสัมพันธ์” ระหว่างแบรนด์ กับผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของระบบการสั่งซื้อสินค้า ชำระเงิน จากช่องทางออนไลน์ต้องรองรับปริมาณของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น และ ระบบบริหารจัดการด้านการขนส่งสินค้า จะต้องไม่มีปัญหาเรื่องการส่งผิด ส่งสลับ ส่งสินค้าล่าช้า เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ โดยต่อยอดจาก Business Model เดิม ชดเชยรายได้ที่หายไป ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้

2. ธุรกิจในโลกยุคนี้ ขาดแนวคิด 3A “Aware – Adapt – Agile” ไม่ได้

“Aware” เปิดรับข้อมูล-ข่าวสาร โดยพึงระวังข้อมูล-ข่าวสารปลอม ด้วยแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และ ในวันข้างหน้า

“Adapt” ปรับแผนธุรกิจอย่างทันท่วงทีจากข้อมูล-ข่าวสารที่ได้มา

Agile” ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างคล่องแคล่ว – ว่องไว เพื่อรองรับกับความผันผวนที่เกิดขึ้น

โดยแนวคิด “3A” เปรียบเสมือนคัมภีร์ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งบุคคลทั่วไป และ ภาคธุรกิจทั้งองค์กรขนาดเล็ก ใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้แข่งกับคู่แข่งเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังต้องแข่งกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน

3. Cash is King คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ ลดต้นทุนต่าง ๆ และ ดูแลกระแสเงินสดให้ดี

“Mckinsey”แนะนำว่าผู้ประกอบการธุรกิจ ควรตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยการจำลองสถานการณ์ของบริษัทที่จะเกิดขึ้น โดยกำหนดตัวแปรที่จะส่งผลกระทบกับรายได้ และ ต้นทุนธุรกิจควบคู่กับการสร้างแบบจำลองทางการเงินของธุรกิจ ที่ครอบคลุมทั้งกระแสเงินสด, งบกำไรขาดทุน และ งบดุล เพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด และ เป็นวิธีการวางแผนทางการเงินขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับความเสี่ยงที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยอย่าลืมที่จะเข้าถึง “แหล่งเงินทุน”เช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ในช่วงวิกฤติจะออกสินเชื่อ และ นโยบายด้านการเงิน ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ในช่วงเวลายากลำบากด้วย

4. สร้างเสถียรภาพตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึง ปลายน้ำ

เมื่อเกิดวิกฤต ผลกระทบที่มีต่อ Supply Chain ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือ อาจจะกระทบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการคือ การตรวจสอบข้อจำกัด ระยะเวลาของการส่งมอบวัตถุดิบ – การผลิต และ การจัดส่งสินค้า ตรวจสอบสต๊อกสินค้า เพื่อบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ให้สอดคล้องกับ Demand และ Supply ของตลาดที่ผันผวนจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ตรวจสอบระบบขนส่งรูปแบบใดได้รับ-ไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อพ้นวิกฤติการณ์ ต้องรีบดำเนินการวางแผนการผลิต (Supply) เพราะอาจจะมีออเดอร์เข้าจำนวนมากจากก่อนหน้าที่ต้องชะลอการซื้อในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ จึงทำให้เป็นเหตุผลที่ควรจะมีเครือข่ายด้าน ซัพพลายเออร์ เอาไว้สำรอง เพื่อทำให้ระบบ Supply Chain ยืดหยุ่น และ มีประสิทธิภาพดีขึ้น รองรับกับเหตการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้

5. ไม่ทอดทิ้งพนักงานยามวิกฤติ

เพราะฟันเฟืองสำคัญของธุรกิจ คือ พนักงานทุกคนในองค์กร ดังนั้นในช่วงเวลาวิกฤต องค์กรจึงต้องมีแผนดูแล สนับสนุน ไม่ทอดทิ้งพนักงาน เช่น นโยบายหลากหลายองค์กรที่อนุญาตให้พนักงาน “Work From Home” เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และ ลดอัตราการแพร่ระบาดของไวรัส รวมถึงการให้อิสระ และ การให้อำนาจพนักงาน ณ หน้างาน หรือ พนักงานระดับปฏิบัติการที่มีความเชี่ยวชาญต่อหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย ให้มีบทบาทในการตัดสินใจต่อกระบวนการดำเนินงานมากขึ้น หรือ มีพื้นที่ให้แสดงออกทางความคิดเห็นมากยิ่งขึ้น เป็นต้น ส่วนในมุมของพนักงานก็ต้อง Re-Skill / Up-Skill และ แสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้มากที่สุด

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงบทความจาก marketingoops.com, mckinsey.com
อ้างอิงรูปภาพจาก freepik.com

Share this post