3 เทคโนโลยีที่จะเปลิ่ยนการเดินทางในอนาคต!

เมื่อกล่าวถึง “โลกแห่งอนาคต” เราคงจินตนาการถึงการคมนาคมที่ล้ำสมัย ผู้คนสัญจรไปมาด้วยรถยนต์อัตโนมัติที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง เครื่องบินโดยสารที่บินด้วยความเร็วสูงเหนือน่านฟ้าขนส่งผู้โดยสารจากเมืองสู่เมือง หรือแม้แต่ผู้คนที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดไอพ่นไว้ที่หลังเพื่อให้เดินทางไปไหนมาไหนบนอากาศได้อย่างรวดเร็ว เฉกเช่นในหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องที่เคยฉายในอดีต ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งที่จินตนาการเหล่านั้น สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน (ไม่ช้าก็เร็ว) ด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่จะปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างเช่นทุกวันนี้

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การวิเคราะห์ Big Data และการเชื่อมต่อ Smart Phone แบบไร้ขอบเขตจะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการคมนาคมของสังคมเมือง ซึ่งสามารถช่วยลดความแออัดคับคั่งของการจราจร ระยะเวลาที่ในการเดินทางและปัญหาอื่นๆอีกมากมายในอนาคตได้

1. Smart Transport

สหรัฐอเมริกา; ประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกและมีรัฐปกครองถึง 50 รัฐ; กำลังพยายามที่จะปฏิวัติการคมนาคมแห่งโลกอนาคต โดยเริ่มต้นที่เมืองโคลัมบัส(รัฐโอไฮโอ) ที่แม้ว่าจะมีประชากรน้อยกว่า 800,000 คน แต่สหรัฐฯก็หวังที่จะให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองชั้นนำที่มีการคมนาคมขนส่งแบบ “Smart Transport”

สหรัฐฯได้จัดการแข่งขันที่กระตุ้นให้แต่ละเมืองเข้าร่วมในการปฏิวัติการคมนาคมขนส่งของตนเองให้เป็น “Smart Transport” ซึ่งเน้นระบบการเชื่อมต่อระหว่างเมืองมากกว่าการพัฒนาในเมืองของตนเพียงอย่างเดียว และได้ระดมทุนกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐในความพยายามดังกล่าว ซึ่งเมืองโคลัมบัสเป็นเมืองหนึ่งที่ชนะในการแข่งขันนั้ ภายในระยะเวลาสองปี เมืองโคลัมบัสจะต้องพัฒนาให้มีรถขนส่งหมุนเวียนอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle) ที่จะขับวนรับ/ส่งผู้โดยสารระหว่างเขต เสาไฟฟ้าริมถนนที่ปิด/เปิดอัตโนมัติเมื่อมีผู้คนเดินผ่าน และสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะที่จะลดความคับคั่งบนท้องถนน ประชาชนสามารถชำระค่าใช้จ่ายสำหรับระบบขนส่งสาธารณะได้ด้วยแอพพลิเคชั่นบน Smart Phone ซึ่งเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมกันโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะเดินทางอย่างไร ทั้งนี้งบปประมาณทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้สำหรับ Smart Transport ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก อยู่ที่ประมาณสี่พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาเนื่องจากเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้บางตัวมีอยู่แล้ว แต่บางตัวยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา

2. Hyperloop

Hyperloop, พาหนะเดินทางแห่งความฝนที่จะนำพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางด้วยความเร็วกว่า 750 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยมีแผนที่จะเริ่มทดสอบระบบในปีนี้และอยู่ระหว่างก่อสร้างเส้นทาง Hyperloop ใน 5 ประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มใช้งานได้จริงในปี 2021 แต่อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องไกลไกของร่างกายในการตอบรับกับการเดินทางด้วยความเร็วสูงขนาดนั้นยังคงต้องได้รับการทดสอบก่อนใช้งานจริง

3. Automated Guideway Transit (AGT)

AGT หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ระบบการขนส่งใหม่” ในประเทศญี่ปุ่น เป็นระบบอัตโนมัติแบบแรกที่เปิดให้บริการในปี 1981 ที่ Kobe Port Island Line  ซึ่งลำเลียงผู้โดยสารกว่า 400,000 คนต่อวัน และมีการขยายเส้นทางไปแล้วหกเส้นทาง (Yurikamome Line และ Nippori -Toneri Liner) เนื่องจาก AGT เป็นพาหนะที่ไม่ได้ใช้คนขับจึงสามารถประหยัดต้นทุนในการดำเนินการได้ อีกทั้งสามารถเดินทางไปในพื้นที่ลาดชันและโค้งได้เป็นอย่างดี จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกกว่า 25 เส้นทางใน 8 ประเทศ (รวมสิงคโปร์ และไต้หวัน) และในปี 2019 จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้นทางในมาเก๊า ปัจจุบันนี้ ระบบ AGT ถูกพัฒนาใหม่โดย Mitsubishi Heavy Industries (MHI) ให้มีความเร็วสูงสุดถึง 75 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเหมาะกับการเดินทางในเส้นทางระยะไกล ซึ่งขณะนี้มีเงินลงทุนในตลาดของระบบรถไฟทั่วโลกกว่า 170 พันล้านเหรียญและคาดว่าโปรเจคดังกล่าวจะขยายเพิ่มอีกในอนาคตอย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ประชาการในบางประเทศกำลังมุ่งสู่สังคมเมืองซึ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการในเส้นทางคมนาคมขนส่งภายในเขตเมือง ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดความคับคั่งในเส้นทางการจราจรและการเพิ่มขึ้นของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้ระบบ AGT ถูกนำมาใช้แก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนวิถีการเดินทางของเราในอนาคต นั่นก็คือ “ความต้องการในการออกจากบ้านที่ลดลง” เราคุ้นชินกับคำว่า “Work at home” หรือ “การทำงานที่บ้าน” มานานแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น แต่เมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย การทำงานที่บ้านทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างที่ออฟฟิศมีให้หายไป และในขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในทีทำงานก็หายไปด้วยเช่นกันซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสบางอย่างในหน้าที่การงานก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม การเดินทางในอนาคตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนา/ประดิษฐ์คิดค้นในการคมนาคมขนส่งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เกิดจากการพัฒนานวัตกรรมหลายๆอย่างที่ผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆเข้าด้วยกัน ระบบ AGT ไร้คนขับได้เกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ Hyperloop กำลังถูกพัฒนาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งเหล่านี้จะถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อระบบ “Smart Transport” ได้เกิดขึ้นแล้ว ภายใต้การขนส่งที่ชาญฉลาดที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นั่นจึงจะเป็นอนาคตแบบ “Smart Future”

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, transportation.gov, mhi.com, pexels.com

Share this post