2 นวัตกรรมของการขนส่งแห่งอนาคต!

1. Hyperloop, the fastest transportation

หากพูดถึงการเดินทางข้ามเมืองหรือข้ามประเทศในเวลาเพียงไม่กี่นาที คำที่ผุดขึ้นมาในใจเราทันที คือ “เป็นไปไม่ได้” แต่ในปัจจุบันดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะ Elon Musk หนึ่งในผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกคนหนึ่ง หรือ ไอรอนแมนในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นได้กล่าวถึงการปฏิวัติรูปแบบการขนส่งซึ่งจะเปลี่ยนความคิดเรื่องการขนส่งของทุกคนไปตลอดกาล

เพราะจากการประชุม All Things D ที่ผ่านมา Musk กล่าวว่า Hyperloop จะกลายเป็นรูปแบบการขนส่งที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมาก ที่สามารถนำพาผู้โดยสารจาก Los Angeles ไปสู่ San Francisco ได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที ซึ่งหากสามารถทำได้จริงมันจะเร็วกว่ารถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

แล้ว Hyperloop จะสามารถทำได้จริงได้อย่างไร ?

Hyperloop ถือเป็นระบบการขนส่งความเร็วสูงที่อาศัยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ปัญหาสำคัญของ Hyperloop คือ “แรงเสียดทาน” เพราะ การที่จะสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้นั้น หมายความว่าภายในอุโมงค์ของ Hyperloop จะต้องมีแรงเสียดทานต่ำมาก ทำให้ต้องอาศัยอุโมงค์แรงดันต่ำ เพื่อลดแรงเสียดทานในระหว่างการเคลื่อนที่ซึ่งจะช่วยให้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นนั่นเอง

ล่าสุดได้มีการทดสอบ Hyperloop ที่ทางเหนือของ Las Vegas แล้ว โดยผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก และมีแผนที่จะทดสอบอีกครั้งในต้นปี 2017 อย่างไรก็ตาม Hyperloop มีแผนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในปี 2020 สนนค่าบริการเริ่มต้นอยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐ (จาก LA ไป San Francisco) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 8 ปี

2. Vehicle to Vehicle, กฎระเบียงแห่งการป้องกันอุบัติเหตุ

Blog ของเราได้เคยนำเสนอ “Self-Driving Car” ให้ผู้อ่านได้รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในอนาคต รถยนต์ทุกคันจะมีระบบ self-driving car ซึ่งนั้นเป็นที่มาของการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนน โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการออกกฎระเบียบไว้ว่า self-driving car ทุกคันจะต้องมีระบบที่ใช้สื่อสารกันแบบ “vehicle to vehicle (V2V) connectivity” ซึ่งใช้การส่งสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุระยะสั้นรัศมี 300 เมตร ในการสื่อสารระหว่างรถยนต์ด้วยกัน โดยจะเป็นการสื่อสารกันในเรื่อง ความเร็วในการขับขี่ จุดหมายปลายทาง การเร่งความเร็วและการเบรค

แต่ไม่เพียงแค่สื่อสารระหว่างรถยนต์ด้วยกันเท่านั้น ระบบดังกล่าวยังสามารถสื่อสารกับวัสดุที่อยู่กับที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟจราจร เครื่องหมายการจราจรตามท้องถนน หรือแม้แต่กำแพงที่กั้นทางเข้าสถานที่ต่างๆ เพื่อเตือนผู้ขับขี่ถึงความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้สังเกตเห็น รวมถึงควบคุมรถยนต์บางส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอีกด้วย

เลขาธิการการขนส่งของสหรัฐ (U.S. Transportation Secretary, Anthony Foxx) กล่าวว่า เมื่อนำระบบ V2V ไปใช้จะสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนได้แบบ 360 องศา ในรัศมี 300 เมตร ซึ่งแน่นอนว่า จะเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ/การชนกันบนท้องถนนได้ถึง 80%

นับว่าเป็นเรื่องที่ติดตามและช่างเหมาะสมกับเทคโนโลยีเทรนด์ของโลกปัจจุบัน ซึ่งหากมนุษย์เราสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆมาประยุกต์ใช้ในด้านการคมนาคมขนส่ง/โลจิสติกส์ ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มความเป็นระเบียบในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ถึงแม้จะต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาเพื่อนำมาใช้งานจริงสักหน่อย แต่ก็เป็นการดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลยและปล่อยเทคโนโลยีอันมีค่าให้หยุดยิ่งอยู่กับที่ ซึ่งนั่นหมายถึง การปรับตัวของธุรกิจต่างๆเช่นเดียวกัน

*** ท่านสามารถ “Comment”(ต้องLog-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก futurism.com, pocket-lint.com, technologyreview.com, idependent.co.uk,sites.ieee.org

Share this post