15-Second flash charging เทคโนโลยีสำหรับรถไฟฟ้าในอนาคต

เมื่อกระแส “Green Logistics” กำลังมาแรง ทำให้หลายๆ คนคิดที่จะนำเอารถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้ เพื่อเป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็มีข้อจำกัดด้านเวลาที่ต้องใช้ในการชาร์ทแบตเตอร์รี่ที่นานแสนนาน แต่ดูเหมือนประเด็นนี้จะไม่กลายเป็นอุปสรรคในอนาคตอีกต่อไป

เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เอบีบี (ABB) ; บริษัทวิศวกรรมที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเน้นการปฏิบัติการในส่วนของหุ่นยนต์ ระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ; ได้รับรางวัลชนะเลิศ Commercial Order จากการพัฒนาเทคโนโลยี “15-second flash charging” หรือ “เทคโนโลยีชาร์ทแบตเตอร์รี่ภายใน 15 วินาที” สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการขนส่งมวลชนในเมือง Geneva ประเทศ Switzerland โดยรถบัสประจำทางจะวิ่งรถเส้นทางเดิมเป็นประจำ และ จะต้องจอดรถเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้น หรือลงจากรถเมื่อถึงที่หมาย ทำให้ทาง ABB สามารถวางแผนเลือกสถานีชาร์ทแบตเตอร์รี่ได้ โดยสถานีชาร์ทแบตเตอร์รี่จะอยู่ระหว่างเส้นทางการเดินรถของรถบัสคันนั้นๆ และจะทำการชาร์ทแบตเตอร์รี่ขณะที่ผู้โดยสารขึ้นหรือลงจากรถนั่นเอง  ซึ่งตัวชาร์ทที่อยู่ระหว่างเส้นทางจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. Flash-charging stations หรือ สถานีชาร์ทแบตเตอร์รี่ระยะสั้น โดยจะทำการติดตั้งตัวชาร์ทไว้ตามป้ายรถประจำทางที่เลือกไว้ จากนั้นตัวชาร์ทที่อยู่ด้านบนของตัวรถจะเชื่อมต่อเข้ากับหลังคาของป้ายรถเพื่อทำการชาร์ทด้วยกำลังไฟ 600 กิโลวัตต์ ประมาณ 15 – 20 วินาที

2.Terminal feeding stations หรือ สถานีชาร์ทแบตเตอร์รี่ปลายทาง ที่จะทำการชาร์ทด้วยกำลังไฟ 400 กิโลวัตต์ ประมาณ 4 – 5 นาที เพื่อทำการชาร์ทแบตเตอร์รี่ให้เต็ม โดยตัวชาร์ทที่สถานีปลายทาง จะมี IGBT-based rectifier ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC) เพื่อให้สามารถใช้กับรถบัสได้

ซึ่งโปรเจคนี้ เมื่อเปิดใช้งานจริงจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,000 ตันต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซล แต่ก่อนที่จะเริ่มใช้งานได้นั้น จะต้องสร้างสถานีชาร์ทแบตเตอร์รี่เสียก่อน โดยทาง ABB จะใช้ roof-mounted battery ในการทำหน้าที่เป็นตัวเก็บพลังงาน  ถือเป็นโปรเจคที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถดัดแปลงการทำงานของเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เข้ากับการทำงานของรถบัสได้ รวมถึงสามารถแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย โดยโปรเจคนี้มีแผนที่จะเปิดใช้งานจริงภายในปี 2018 เราคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อมีการเคลื่นไหวทางด้านเทคโนโลยีเช่นนี้แล้ว ผู้ประกอบการรถยนต์ยักษ์ใหญ่อื่นๆจะมีแผนตั้งรับ/รุกตลาดอย่างไรต่อไป น่าสนใจไม่น้อย

*** ท่านสามารถ “Comment”(ต้องLog-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก cleantechnica.com, autoblog.com, new.abb.com, smmt.co.uk, autoblog.com

Share this post