15 เหตุการณ์ทั่วโลกที่ต้องจับตามองในอีก 5 ปีข้างหน้า

     ปี 2558 ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ผู้ก่อการร้ายกับโศกนาฏกรรมในประเทศไนจีเรียและอิรัก ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล แรงงานข้ามชาติกว่าล้านคนที่อพยพเข้าไปในยุโรป และข้อตกลงทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน ยังไม่รวมถึงสนธิสัญญาทางด้านสภาพอากาศทั่วโลกจากการประชุมที่ปารีส และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง  เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมทุกธรุกิจจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรามาดูกันว่าเหตุการณ์ในอนาคตที่มีดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาได้ประเมิณเอาไว้ในปี 2559 จนถึงปี 2563 มีอะไรบ้างที่ต้องเตรียมรับมือกัน

  1. ประเทศจีนเปิดเผยว่าอัตราการเติบโต GDP ต่ำกว่า 5% (ก่อนที่การบริโภคภายในประเทศจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ)ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในขณะที่การสู้รบในทะเลจีนใต้ระหว่างเกาหลีเหนือและญี่ปุ่นทำให้ผู้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเศรษฐกิจในประเทศ  แตความไม่สงบที่เกิดขึ้นและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนถูกตั้งคำถามถึงการดำเนินงานในระยะยาว 
  2. ในประเทศออสเตรเลีย ราคาสินค้าอุตสาหกรรมที่ตกต่ำทำให้ขาดดุลงบประมาณ เกิดความผันผวนในการเติบโตทางเศรษฐกิจและค่าเงินดอลล่าร์ออสเตรเลีย  ส่วนธุรกิจส่งออกจะดีขึ้นซึ่งมาจากการเติบโตของความต้องการทั้งสินค้าอุปโภค/บริโภคและบริการของประเทศจีน
  3. ราคาน้ำมันที่ต่ำลงเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตในหลายประเทศและผู้ผลิตในอเมริกาเหนือพบว่าตนเองเสียเงินจากการลงทุนไปมากมายและจะปิดธุรกิจลงบางส่วน  ตลาดถ่านหินประสบปัญหาแต่ปริมาณการใช้ยังคงมีอยู่ ราคาน้ำมันจะได้รับผลกระทบอีกครั้งเมื่อความไม่แน่นอนของประเทศตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ในขณะที่จะมีพลังงานทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพเกิดขึ้นเพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน 
  4. ในประเทศแคนาดา ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนทำให้เศรษฐกิจซบเซา และทำให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น ราคาบ้านสูงขึ้น และการจ้างงานน้อยลง
  5. ในประเทศแอฟริกา การเพิ่มขึ้นของประชาชนชั้นกลางจะทำให้การบริโภคและราคาอาหารสูงขึ้นทั่วโลก ราคาน้ำมันที่ต่ำลงส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไนจีเรียทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและการบริการ การว่างงานและความไม่สงบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในแอฟริกาใต้
  6. กระแสเทคโนโลยีปัจจุบันอย่าง “The internet of Things” จะมากขึ้น ในขณะที่ประเด็นในเรื่อง ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา
  7. การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางด้านหุ่นยนต์ในการผลิต (Robolution) จะเพิ่มผลผลิตมหาศาลแต่การจ้างงานจะลดลง หุ่นยนต์จะทำให้ค่าเงินลดลง เนื่องจากแรงงานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในวงจรธุรกิจลดลง ซึ่งนั่นหมายถึงรายได้ของแรงงานในภาพรวมจะลดลงและทำให้ความต้องการในสินค้าที่หุ่นยนต์ผลิตนั้นลดลงด้วย ตลาดสำหรับ “Drone” “พาหนะไร้คนขับ” และ “หุ่นยนต์อุตสาหกรรม” จะเพิ่มมากขึ้น
  8. ซาอุดิอาระเบียเผชิญปัญหาความไม่สงบภายในประเทศและความไม่แน่นอนในระบอบการปกครอง ความตึงเครียดในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น และจากแรงกดดันเรื่อง “ราคาน้ำมัน” ทำให้รัฐบาลตัดงบประมาณสำหรับบริการทางสังคมลงซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการในสิทธิเสรีภาพมากขึ้น  
  9. ความเสี่ยงทางด้านอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา/กังวลระดับโลก หน่วยงานกำกับดูแลทางด้านการเงินเริ่มใช้ข้อมูลต่างๆในการตรวจสอบการเงินในปัจจุบัน รัฐบาลพยายามสร้างกองกำลังทางอินเทอร์เน็ตเพื่อกวาดล้างผู้ก่อการร้ายในโลกไซเบอร
  10. ญี่ปุ่นจะมีปัญหาทางด้านประชากรศาสตร์และเปิดเสรีให้กับผู้อพยพ บุคลากรทางการแพทย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงต้องเตรียมรับมือที่จะดูแล “ผู้สูงอายุ” มากขึ้น
  11. วิกฤตของผู้ลี้ภัยในยุโรปยังคงมีอยู่และทำให้ความพยายามที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านการเมืองและการเงินหยุดชะงัก ถึงแม้ว่าบางประเทศจะมองว่าผู้ลี้ภัยเป็นเหมือนตัวช่วยที่ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นซึ่งอาจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสกุลเงินใหม่ๆได้
  12. ธนาคารกลางพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงทางด้านตลาดหลักทรัพย์/ตลาดสินเชื่อ/ตลาดทองคำ(ที่ถดถอยลง)จนทำให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นในความรับผิดชอบของธนาคารกลางดีขึ้น
  13. การประสบความสำเร็จในการจำกัดการแพร่กระจายการติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (Ebola) เมื่อต้นปี 2557 ทำให้องค์กรสาธารณะสุขระดับโลกเตรียมหาวิธีรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นและฆ่าผู้คนเป็นล้านๆชีวิต อย่างไรก็ตามการเข้มงวดตามตะเข็บชายแดนเพิ่มมากขึ้น “การใส่ใจในสุขภาพ” กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก เช่น เศรษฐกิจของประเทศคิวบาถูกเร่งพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นในด้านการแพทย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
  14. กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก, กลุ่มการค้าที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศโคลัมเบีย ชิลี เม็กซิโก และเปรู, เติบโตขึ้นอย่างมากและเป็นประตูไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในลาตินอเมริกา  เช่น เม็กซิโกพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศ เป็นต้น
  15. การขนส่งแบบ “Intermodal” ทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนคนขับรถและเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะด้วย เนื่องจากธุรกิจในเขตชายแดน (Cross border) เติบโตขึ้นอย่างมาก และค่าขนส่งทางรถไฟสามารถควบคุมได้ดีกว่าด้วยการบริหารจัดการจากผู้ให้บริการทาด้าน  โลจิสติกส์ (Third-party Logistics Service Providers)
     และนี่คือเหตุการณ์ที่เหล่านักวิชาการได้วิเคราะห์แล้วว่าน่าจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจในแต่ละประเทศอย่างแน่นอน  “Flexibility” จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เหล่านักธุรกิจจะต้องคำนึงถึงและเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่มีผลกระทบต่อธุรกิจเกิดขึ้น  การมี “Partner” หรือ “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆไปพร้อมๆกันย่อมดีกว่าการต่อสู้เพียงลำพัง “Collaboration” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ หรือจะพูดอีกนัยนึงได้ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” นั่นเอง  
 
เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพ  linkedin.com, logisticsmgmt.com, flickr.com(elycefeliz)
 
Share this post