เมื่อเมืองกำลังโต (Urbanization)…การจัดการ Supply Chain ต้องคิดใหม่

ประชากรโลกมีจำนวนราว 7,300 ล้านคน  โดยประชากรกว่า 4,200 ล้านคน; คิดเป็นกว่า 60% ของประชากรโลก; อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย และเป็นเวลาหลายร้อยปีที่ประชากรของโลกส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่ความอารยธรรมและความเจริญมากกว่าเขตชนบท ซึ่งในปี 2015 มีประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองถึง 3.4 พันล้านคนเลยทีเดียว

แนวโน้มของ “Urbanization” หรือ “การเกิดสังคมเมือง” (อ้างอิงจาก Wikipedia : Urbanization คือ การเปลี่ยนแปลงของประชากรจากชนบทสู่เมือง ซึ่งจะค่อยๆเพิ่มขึ้นในสัดส่วนของคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง) จะเกิดขึ้นอย่างมากในแต่ละปีนับต่อจากนี้ โดย 96% ของการเกิด Urbanization จะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาภายในปี 2030; ประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา;  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรต่างๆ เช่น อาหาร น้ำ พลังงานเชื้อเพลิง เป็นต้น (โดยเฉพาะน้ำ ที่มีการประเมิณไว้ว่าจะมีความต้องการน้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 55% ในปี 2050) ตลอดจนกระบวนการจัดการต่างๆที่ไม่ได้เตรียมรับมือไว้อย่างทุกวันนี้

สำหรับประเทศไทย เมืองหลวงอย่าง “กรุงเทพมหานคร” ได้รับการกล่าวถึงความเป็นเอกนครสูงสุดเมืองหนึ่งของโลก (เอกนคร (Primate city) หมายถึง การที่เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศมีจำนวนประชากรมากกว่าเมืองอันดับรองอย่างมาก เป็นการเติบโตแต่เพียงเมืองเดียวล้ำหน้าเมืองอื่นๆ) ปัจจุบันกรุงเทพฯมีประชากรมากที่สุดในประเทศ 5.7 ล้านคนในขณะที่ อันดับที่สอง คือจังหวัดนครราชสีมา 2.6 ล้านคน อันดับสามคือ อุบลราชธานนี 1.9 ล้านคน อันดับสี่ คือ ขอนแก่น 1.8 ล้านคน และอันดับห้า คือ เชียงใหม่  1.7 ล้านคน ในอดีตแผนการพัฒนาของรัฐบาลจะมุ่งเน้นการพัฒนากรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีสถาบันการเงิน ธุรกิจใหญ่ ๆ ตลาดแรงงานที่สำคัญ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางคมนาคมของประเทศ ที่ถนนหลักทุกสาย รถไฟทุกขบวน เรือขนส่งทุกลำจะมีเป้าหมายที่กรุงเทพฯ และเป็นจุดที่สามารถผ่านไปทางเหนือ-ใต้-ตะวันออก-ตะวันตกได้ ส่งผลให้กรุงเทพฯมีอัตราประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ประชากรในจังหวัดอื่นๆย้ายถิ่นทำกินเข้ามาหาความเจริญก้าวหน้าในเมือง ต่อมารัฐบาลได้มีนโยบายกระจายการพัฒนาไปยังเขตจังหวัดปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดใหญ่ๆในแต่ละภาค ทำให้เมืองเหล่านั้นได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆเช่นเดียวกัน แนวโน้มอัตราการเพิ่มประชากรของกรุงเทพฯจึงลดลง แต่ในเมืองอื่นๆเพิ่มขึ้นแทน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เพราะปัจจุบันความเจริญของเขตเมืองในแต่ละจังหวัดแทบไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑล ผู้ที่อาศัยในเขตเมืองของจังหวัดต่างๆได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก อาชีพทำมาหากิน ตลอดจนแหล่งบันเทิงและสันทนาการที่เสมือนอยู่ในเมืองหลวงทุกอย่าง

 

ดังจะเห็นได้จาก “จังหวัดเชียงใหม่” ที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ การพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของ “Shopping Mall และ Community Mall” ในตัวเมืองที่ส่งผลให้วิถีการใช้ชิวิตของคนเมืองเปลี่ยนไป แหล่งช๊อปปิ้งจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และแน่นอนศรษฐกิจของจังหวัดเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธุรกิจค้าขายและบริการ ต่างต้องปรับตัวให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะค้าปลีกที่ต้องพยายามเติมเต็มสินค้าบน “Shelf” ไม่ให้ขาดตลาด (สำหรับสินค้า “Fast Move” ที่ต้องเติมเร็ว เติมบ่อย/ถี่) แต่ถนนหนทางในเขตเมืองไม่สะดวกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จะขนส่งสินค้าเข้าร้านค้า หรือหากโรงงานอยู่ในจังหวัดอื่น การขนส่งสินค้าเพื่อให้ได้ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัย “Volume” ที่มากพอที่จะทำให้ค่าขนส่งต่อหน่วยสมเหตุสมผล การขนส่งด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่จากโรงงานที่อยู่ห่างไกลปลายทางจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม แต่ด้วยข้อจำกัดของถนนหนทางจึงไม่สามารถดำเนินการได้   ส่งผลให้ธุรกิจ/ร้านค้าจะต้องมีคลังสินค้า/พื้นที่หลังร้านค้าไว้เก็บสต๊อคสินค้าต่างๆ แต่ธุรกิจ/ร้านค้าจะต้องแบกรับภาระต้นทุนสินค้าคงคลังไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ให้บริการด้านโลจิสติสก์ต่างพยายามปรับตัวและบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ;ทั้งรถขนส่ง คลังสินค้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ; เพื่อนำเสนอ “Solution” ที่แก้ไขปัญหาลดความกังวลของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจตามเมืองที่กำลังเติบโตขึ้น จึงทำให้คลังสินค้ารอบเมืองเชียงใหม่จึงเกิดขึ้นมากมาย โซลูชั่นแบบครบวงจรของผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการรับสินค้าจากโรงงานด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อค่าขนส่งที่เหมาะสม กองเก็บและบริหารรับ/จ่ายสินค้า และกระจายสินค้าด้วยรถบรรทุกขนาดเล็กไปยังร้านค้าปลายทางทั้งที่เป็นห้างสรรพสินค้า/Community Mall หรือร้านค้าแบบ Modern Trade เช่น Big C / Tesco Lotus ฯลฯ ตลอดจนร้านค้าปลีกทั่วไป เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง การบริหารแบบครบวงจรจะช่วยตอบโจทย์ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการบริหารจัดการที่มีการแชร์ทรัพยากรต่างๆ (Facility และรถขนส่ง) และต้นทุนกับหลายสินค้าที่สามารถรวมการขนส่งไปในเส้นทางเดียวกัน นอกจากนี้ ปัจจัยในเรื่องของตำแหน่งของคลังสินค้า/ศูนย์กระจายสินค้าก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะยุทธศาสตร์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การขยายไปยังภูมิภาคต่างๆในอนาคตจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครยังคงเป็นเมืองที่ดึงดูดทรัพยากรประเทศมากกว่าเมืองหรือเขตการปกครองอื่น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่เติบโตมากอย่างชัดเจนและสะท้อนความเป็นศูนย์กลางในหลายๆด้าน แต่ ณ ปัจจุบันที่ความเจริญได้แผ่ขยายไป กอปรกับแผนการพัฒนาศัยกภาพทางเศรษฐกิจทำให้จังหวัดใหญ่ๆในแต่ละภูมิภาค มีแรงผลักดันและดำเนินโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นการกระจายการเติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่พื้นที่ในเขตอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคชนบท ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการต่างๆทั้งในภาคการผลิตและบริการเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการสร้างเขตเมืองใหม่  และสิ่งที่ตามมาก็คือ การบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ต้องมีการวางแผนการจัดการเพื่อรองรับธุรกิจและแนวโน้มการเจริญเติบโตของธุรกิจจาก Urbanization ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ผู้นำของเมืองต่างๆเหล่านั้น ก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนให้การสร้างเขตเมืองส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองให้กับชุมชนของตน โดยไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม หรือวิถีการดำเนินชีวิตที่เฉพาะเจาะจงของท้องถิ่นนั้นๆ รวมไปถึงการเตรียมรับมือในทรัพยากร ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนกระบวนการดำเนินการทั้งหลายที่จะเป็นการป้องกันอาชญกรรม/ผลกระทบทางลบที่อาจะเกิดขึ้นการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว หากเป็นเช่นนั้นได้ภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศน่าจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  ipsr.mahidol.ac.th, esa.un.org, worldbank.org, weforum.org , wikipedia.org, pixabay.com(account Unsplash, picaidol), thaifranchisecenter.com
Share this post