เซียน 6 วิถี พิชิตสายงานซัพพลายเชน

ความท้าทายของสายงาน Supply Chain เปรียบเสมือนวาทยากรของวงออร์เคสตรา ที่สามารถรับรู้ และเข้าใจทุกคลื่นเสียง เพื่อส่งสัญญาณ และประสานให้ทุกคีย์เสียงผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวเกิดเป็นบทเพลงที่ไพเราะ แต่ไม่ใช่ทุกคนในสายงานนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ เราจึงรวบรวม 6 เคล็ดลับที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ

 

1. ความมุ่งมั่น (Willingness)

       เป้าหมายคือสิ่งแรกที่ต้องถูกตั้งขึ้นมา เพราะการลงมือโดยไม่มีเป้าหมาย เมื่อเจออุปสรรค ไม่นานนักความตั้งใจจะหายไป ก่อนที่จะตั้งเป้าให้ประสบความสำเร็จในสายงาน Supply chain ต้องทำความรู้จักกับสายงานนี้ก่อน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

  • Logistics: ดูแลงานด้านการขนส่งทั้งภายในประเทศ นำเข้า-ส่งออก และคลังสินค้า
  • Demand / Planning: วางแผนคำสั่งซื้อ, การผลิต, ความต้องการ รวมไปถึงบริหารจัดการซัพพลายเออร์
  • IT / Customer Service / Finance: ระบบ IT ที่ซัพพอร์ตการทำงาน การดูแลลูกค้า และการจัดการการเงิน

       ข้อดีของ Supply Chain Manager : บทบาทความรับผิดชอบที่ท้าทาย เป้าหมายงานที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัท การมีส่วนร่วมตั้งแต่การผลิตสินค้าจนถึงการส่งมอบสินค้าสู่มือผู้บริโภค และแน่นอนเมื่อต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นจึงมีโอกาสเดินทางทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงมีโอกาสอยู่ในคณะกรรมการระดับผู้บริหารเพื่อพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจ อีกทั้งมีทีมงานเป็นของตัวเองตั้งแต่ระดับผู้จัดการ จนถึงระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมกับค่าตอบแทนที่สูงสมน้ำสมเนื้อแน่นอน

       แล้วสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือกับภาระหน้าที่นี้คือ การจัดการความเครียดจากการรับแรงกดดันที่ถาโถมมารอบทิศทาง รวมถึงตารางงานที่แน่นไปด้วยตารางประชุม การเดินทาง ต้องพร้อมที่จะติดต่อสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศ และการทำงานนอกเวลางานหากต้อง Conference หรือบินไปต่างประเทศ

ยังอยากเป็น Supply Chain Manager อยู่ใช่ไหม!? …ไปต่อไม่รอแล้วนะ

 

2. ใบปริญญา (Supply Chain / Logistics Diplomas)

       ถามว่าจำเป็นไหม? ในเมื่อทุกวันนี้มีผู้จัดการ Supply Chain หลายคนที่ไม่ได้เรียนจบมาจากด้าน Logistics หรือ Supply Chain โดยตรงแต่ได้รับมอบหมายบทบาท และดูแลงานได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน 75% ของผู้จัดการ Supply Chain อย่างน้อยเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี สำหรับใครที่ไม่ชอบการเรียนทฤษฏีเป็นหลัก สามารถเลือกเรียนสายวิชาชีพก่อนได้ หลังจากนั้นจึงพิจารณาการเรียนในระดับปริญญาต่อไป ทั้งนี้ขอย้ำว่าขั้นต่ำคือการศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ขอแนะนำอย่างยิ่งให้เรียนต่อในระดับปริญญาโทเพื่อเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเปิดประตูสู่ตำแหน่งผู้จัดการ Supply Chain

 

 

3. ประสบการณ์ = โอกาส (Experience = opportunities)

       นอกจากความรู้ติดตัวที่มีใบประกาศนียบัตรรับรองแล้ว ความก้าวหน้าของทุกสาขาอาชีพต่างต้องอาศัยประสบการณ์จริงในการทำงาน สำหรับงาน Supply Chain ที่ต้องประสานการทำงานการตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) จนถึงปลายน้ำ (Downstream) ทำให้ต้องมีประสบการณ์ในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดการคลังสินค้า-สินค้าคงคลัง   การขนส่ง การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิตสินค้า การวางแผน การคาดการณ์ความต้องการ ระบบ IT การบริหารงาน รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ การเข้าใจอุตสาหกรรมของตนเองเป็นอย่างดีถือเป็นข้อได้เปรียบ แต่ถ้ามีโอกาสก้าวกระโดดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ต่างไปจากเดิม จะช่วยยกระดับประสบการณ์ และทักษะการทำงานไปอีกขั้นเช่นกัน

 

4. ทักษะด้าน Supply Chain (Supply Chain Skills)

       ความรู้และประสบการณ์ที่มี เมื่อถูกนำเสนออย่างมืออาชีพด้วยทักษะจะทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยทักษะที่ควรมี ประกอบด้วย 2 ส่วน เริ่มจากด้านความรู้ (Knowhow) ได้แก่ การวางแผนและจัดการให้เป็นไปตามแผนงาน การคิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะการใช้ excel การใช้งานและเรียนรู้ Software ใหม่ๆ การบริหารจัดการทีม การเงิน-บัญชี รู้วิธีจัดการโปรเจค มีทักษะการเจรจาต่อรอง และอีกทักษะที่ขาดไม่ได้คือภาษาที่ 3 ส่วนทักษะถัดมาคือ ด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal skill) ได้แก่ การสื่อสาร ภาวะความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่น ทัศนคติเชิงบวก ความสามารถในการจัดการความเครียด การรับมือความกดดัน

 

 

5. ผลการดำเนินงาน (Supply Chain Performance)

       You can’t manage What you can’t Measure – Peter Drucker คุณไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่คุณวัดค่าไม่ได้ ตำแหน่งงานก็เช่นกัน ถ้าผู้บริหารต้องการพิจารณาตำแหน่งให้ใครสักคน ต้องมีการเปรียบเทียบ ดังนั้นจะดีแค่ไหนถ้าสิ่งที่เปรียบเทียบสามารถวัดค่าออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นอย่ากลัวการตั้งเป้าหมาย หรือตัวชี้วัด (KPIs) ขอเพียงตัวชี้วัดนั้นสะท้อนผลการทำงานได้ถูกต้อง และแม่นยำ จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ

       ตัวชี้วัดมีหลากหลายขึ้นอยู่กับส่วนงานที่ต้องการประเมิน เช่น อัตราการให้บริการที่เพิ่มสูงขึ้น, การลดปริมาณสินค้าคงคลัง, การลดต้นทุน และโปรเจคที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น ทั้งนี้อย่าละเลยที่จะสื่อสารถึงสิ่งที่ทำและผลลัพธ์ของมัน รวมถึงกล้าที่จะแสดงความทะเยอทะยานของคุณอย่างมีศิลปะให้ผู้บริหารรับรู้ เพราะมันทำให้คุณเป็นหนึ่งในรายชื่อสำหรับพิจารณาเมื่อโอกาสมาถึงนั่นเอง

 

6. กลยุทธ์ (Strategy)

       หากมีครบทั้ง 5 ข้อข้างต้นแล้ว ตำแหน่งผู้จัดการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ต้องใช้กลยุทธ์เพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในกรณีที่องค์กรปัจจุบันมีเพื่อนร่วมงานที่ดี เจ้านายที่น่ารัก เงินเดือนสวัสดิการที่รองรับการใช้ชีวิต (Life style) และคุณยังอยากเติบโตในองค์กรนี้อยู่ …ถ้าคุณอ่านบทความนี้ คุณอาจจะคิดว่าลองทำมาทั้งหมด 5 ข้อแล้ว แต่ยังไม่เห็นวี่แวว วิธีง่ายที่สุดคือปรึกษาหรือสื่อสารความคาดหวังของคุณกับผู้จัดการหรือ HR และขอคำแนะนำว่าองค์กรคาดหวัง หรือมีปัจจัยอะไรเพื่อพิจารณาบ้าง อีกกลยุทธ์คือการรู้จุดขาย (unique sales point) ของตัวเอง และนำมาใช้กับงาน เพื่อให้เป็นบุคคลากรที่ Must have ขององค์กร เพิ่มอำนาจต่อรองตำแหน่ง และเงินเดือนของคุณ

 

       สุดท้ายไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ทำให้คุณต้องมองหาเส้นทางใหม่ เรซูเม่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ (First impression) ไม่ได้เริ่มตอนพบกันวันสัมภาษณ์ แต่เริ่มตั้งแต่กระดาษ 1-2 แผ่นที่ส่งไป ดังนั้นอย่าลืมอัพเดทข้อมูลการศึกษา หลักสูตรที่ผ่านการอบรม โปรเจค และบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมาให้ครบถ้วน และเตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ เพราะคุณมีเวลาเพียง 30 วินาทีในการสร้างความประทับใจ

 

       สุดท้ายนี้โอกาสไม่ได้มีสำหรับทุกคน โอกาสมีไว้สำหรับคนที่มีคุณสมบัติเท่านั้น จงอย่าหยุดพัฒนาตนเองให้คู่ควร  และกล้าที่จะท้าทายไคว่คว้าโอกาสนั้น ถึงแม้ทุกความพยายามจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จ…เกิดจากความพยายาม

 

อ้างอิงบทความจาก : abcsupplychain.com

อ้างอิงรูปภาพจาก : freepik, flashicon, youtube

Share this post