อาวุธใหม่ของการขนส่ง “Parcel Locker”

ในยุคที่ “The Internet of Things –IoT” กำลังก้าวเข้ามาในชีวิตประจำวันของ “คนเมือง” ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วในทุกๆเรื่อง และ การซื้อ/ขายออนไลน์ (e-commerce) ก็ได้กลายเป็น “กิจกรรม” ประจำวันส่วนหนึ่งของคนเมืองที่ชื่นชอบการ shopping แต่ไม่อยากเสียเวลากับรถติด/การวนหาที่จอดรถในห้างหรูใจกลางกรุงเทพฯ ธุรกิจซื่อ/ขายออนไลน์จึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าของธุรกิจพยายามหาช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของตน โดยการแพร่กระจายข่าวสารผ่านทาง “Social Media” และ “Word of Mouth” ในขณะที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ “การลำเลียงสินค้า” ให้ถึงมือผู้ซื้ออย่างถูกต้องและปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน (B2c)

เคยหรือไม่? อยากสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และให้จัดส่งที่บ้าน แต่ไม่มีคนอยู่บ้าน/ไม่มีคนเซ็นรับสินค้า? หรือให้ใส่สินค้าในตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน แต่สินค้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย? การขนส่งสินค้าไปยังบ้าน/ที่อยู่อาศัย (Home-delivery) เป็นความท้าทายในการทำธุรกิจ e-commerce ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกาและ ญี่ปุ่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Parcel Service Inc. หรือ UPS ยังเคยถูกติดตามรถขนส่งและขโมยสินค้าทันทีที่วางสินค้าไว้ที่ประตูบ้านของลูกค้าปลายทาง เมื่อมี “ปัญหา” เกิดขึ้นที่ปลายน้ำ ต้นน้ำอย่างเจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์/คู่ธุรกิจ จำต้องคิด “Solution” ร่วมกันเพื่อปิด “ช่องโหว่” ทางธุรกิจของตน และนั่นคือ ที่มาของ “Parcel Locker” ตู้ล็อคเกอร์ที่เป็นนวัตกรรมและทางเลือกใหม่ในการจัดส่งสินค้าแบบ 24/7 สะดวกและปลอดภัย

สำหรับผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์/ไปรษณีย์ที่เป็นคนกลางในห่วงโซ่อุปทาน ได้ให้บริการ Parcel Locker แก่ลูกค้าทั่วไป/ร้านค้าปลีก/marketplace seller อย่าง Etsy หรือ eBay ที่ต้องการส่งสินค้าไปยังผู้รับปลายทาง เสมือนหนึ่งเป็นตู้ไปรษณีย์อัตโนมัติ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น บริษัท InPost co.uk ผู้ให้บริการทางด้านไปรษณีย์ได้ติดตั้ง Parcel Locker   ตู้ล็อคเกอร์อัตโนมัติในปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วสหราชอาณาจักร ภายใต้ concept “Click and Collect” สำหรับเก็บพัสดุของผู้ใช้ (Collect) และจัดส่ง (Delivery) ไปยังปลายทางภายใน 3-5 วัน โดยให้บริการ 24/7

ขั้นตอนการใช้บริการของ InPost Parcel Locker แสนง่าย ดังนี้

กรณีฝากส่งพัสดุให้ผู้อื่น: ผู้ใช้บริการจัดเตรียมพัสดุที่จะจัดส่ง -> ทำรายการจองล็อคเกอร์ผ่านเว็บไซต์ “InPost Direct”และพิมพ์ “on-line InPost Label” แปะที่พัสดุ -> นำพัสดุไปทีใส่ที่ “InPost Locker” ที่ใกล้ที่สุดและจัดทำรายการตามขั้นตอนผ่านจอTouch Screen เพื่อจัดส่งสินค้า (สแกนด์ label เพื่อเปิดตู้ล็อคเกอร์) โดยทั้งหมดใช้เวลาเพียง 7 นาที และสินค้าจะจัดส่งถึงมือผู้รับภายใน 3-5 วัน

กรณีรับสินค้าจากการซื้อออนไลน์: ผู้ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และทำการเลือกรับสินค้าจาก “InPost Locker” ที่ใกล้ที่สุด -> Inpost จะส่ง message ยืนยันการรับสินค้าผ่านทางมือถือ/อีเมลล์ -> เมื่อไปที่ล็อคเกอร์ทำรายการผ่านทางจอ Touch Screen (ระบุเบอร์มือถือ และ Receipt Pin code หรือlสแกนด์ QR Code) เพื่อรับสินค้า

ส่วนค่าขนส่งไม่ได้แพงอย่างที่คิด เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนพัสดุและความถี่ในการจัดส่งสินค้า เช่น ร้านค้าปลีกที่ต้องการส่งสินค้าน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัมจำนวนน้อยกว่า 1,000 ชิ้นต่อเดือนจะมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งประมาณ 4.5 ปอนด์ต่อชิ้น ส่วนร้านค้าที่ต้องการจัดส่งมากกว่านั้นจะจ่ายน้อยกว่า เป็นต้น InPost Locker แต่ละแห่งจะมีประมาณ 47-72 ช่อง บางแห่งจะ “ถูกเช่า” โดยร้านค้าปลีกที่ทำธุรกิจ e-commerce เพื่อให้ลูกค้าของตนมารับสินค้าที่ตู้ล๊อคเกอร์ เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สิน InPost Locker จะถูกสร้างโดยมีฐานเป็นปูนซิเมนต์เพื่อป้องกันการโจรกรรม และระบบปฏิบัติการแบบอัตโนมัติที่อาศัย “Private Code” ที่ผู้รับ/ผู้ส่งจะใช้ในการเปิด/ปิดเพื่อหยิบพัสดุในแต่ละช่อง ปัจจุบัน InPost ให้บริการใน 17 ประเทศ จำนวนล็อคเกอร์กว่า 240,000 ช่อง ซึ่งรองรับผู้ใช้บริการกว่า 1 ล้านคนที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

อีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้บริการ “ล็อคเกอร์ขนส่ง” คือ Amazon.com เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Amazon.com จะสามารถเลือกที่จะรับสินค้าผ่านทาง “Amazon Locker” ที่ให้บริการในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ อย่าง Walmart หรือ Best Buy ทั่วสหรัฐอเมริกา โดยที่ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าบริการใดๆเพิ่มเติม แนวทางนี้ทำให้ Amazon สามารถประหยัดค่าขนส่งได้ เนื่องจาก ผู้ให้บริการขนส่งอย่าง UPS หรือ FedEx โดยทั่วไปจะคิดค่าบริการกับ Amazon /ร้านค้าปลีกที่ทำธุรกิจ e-commerce เพิ่มขึ้นกว่า 20% ในการส่งสินค้าไปตามบ้าน/ที่อยู่อาศัยของลูกค้าปลายทาง เนื่องจากการส่งสินค้าปริมาณมากไปยังปลายทางเดียวทำให้ผู้ให้บริการขนส่งสามารถบริหารจัดการรถขนส่งได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการขนส่งปริมาณน้อยและหลายปลายทาง

ตราบใดที่ธุรกิจ e-commerce กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เราคงจะได้เห็นโมเดลการขนส่งแนวใหม่ จากการปรับตัวของเจ้าของธุรกิจที่กำลังเริ่มค้นหา “คู่ค้าทางธุรกิจ” ที่จะร่วมมือกันคิดค้น “Solution” เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้าของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพ   inpost.co.uk, thisismoney.co.uk, wsj.com, 37prime.wordpress.com,theverge.com

Share this post