หุ่นยนต์ Kiva และ Locus : ลูกจ้างที่ยุ่งที่สุดในโลกของคลังสินค้า

เดือนธันวาคมปี 2557 บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ e-commerce อย่าง  “Amazon” ได้ทำให้สาธารณะชนประจักษ์ถึงศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกรรมการค้าออนไลน์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้ำสมัยสุดๆ (cutting-edge technology) นั่นคือ “หุ่นยนต์ Kiva” (ซึ่ง Amazonได้ซื้อบริษัทที่พัฒนาระบบ KIVA นี้มาด้วยราคากว่า 775 พันล้านดอลล่าร์ ในปี 2555) 15,000 Kiva robots ถูกนำมาติดตั้งในคลังสินค้า หรือ “Fulfillment Center” ถึง 10 แห่งในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทำงานร่วมกับพนักงานชั่วคราวกว่า 100,000 ชีวิตที่ต้องจัดการกับคำสั่งซื้อของลูกค้ากว่าล้านรายการทั่วโลก หรือ 426 รายการต่อวินาทีในช่วงเทศกาลหรือวันที่ขายดีของ Amazon อย่าง “Black Friday Sales”

การบริหารจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์ของ Amazon ด้วยระบบ Kiva Robot เริ่มต้นที คลังสินค้า พนักงาน Amazon ขนสินค้าออกจากรถบรรทุก วางที่สายพาน Conveyor โดยมีพนักงานกว่า 25 คนทะยอยนำสินค้าออกจากกล่อง วางบนรถเข็น ซึ่งจะถูกลำเลียงไปให้พนักงานคลังสินค้าในจุดต่างๆ จัดเรียงเข้า shelf ซึ่งถูกคำนวณและระบุตำแหน่งใน shelf อัตโนมัติ  ซึ่งทำให้ใน 1 shelf มีสินค้าหลากหลายประเภทจัดเรียงอยู่ในชั้นดียวกัน เมื่อมีคำสั่งซื้อของลูกค้าเกิดขึ้น หุ่นยนต์ Kiva 3,000 กว่าตัวจะทำการกระจายหยิบชั้นที่บรรจุสินค้าจากพื้นคลังสินค้า ลำเลียงไปยังพนักงานคลังสินค้าตามจุดต่างๆเพื่อทำการ pack และเตรียมจัดส่งไปยังลูกค้าปลายทาง ซึ่งทำให้ลดระยะเวลาในการหยิบสินค้าจาก shelf ด้วยแรงงานคนจาก 1 ชั่วโมงเหลือเพียง 15 นาทีต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ และระบบนี้ยังทำให้ Amazon สามารถกระจายสินค้าออกจากคลังได้มากกว่าเดิมถึง 50% นอกจากนี้หุ่นยนต์ Kiva ใช้ระบบ sensor ในการหลบหลีกการชนกันในขณะที่ลำเลียงชั้นบรรจุสินค้าในคลัง ซึ่งทำให้ Amazon เป็นคลังสินค้าที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งหากหุ่นยนต์ตัวใดตัวหนึ่งขัดข้อง  Amazon ก็มีทีมวิศวกรที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที  หุ่นยนต์ Kiva ทำให้กระบวนการทำงานต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้กับ Amazon และทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจ e-commerce ขนาดเล็กยากที่จะแข่งขันได้

แต่ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันมีหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ถูกพัฒนามาเทียบชั้นกับหุ่นยนต์ Kiva ได้แล้ว นั่นคือ “Locus Robotics” ที่ถูกพัฒนาโดย Locus Robotics Corporation บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นใหม่โดยบริษัท Quiet Logistics ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบ “third-party” ที่บริหารจัดการ Fulfillment ให้กับบริษัทผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Zara, Gilt Group และ Bonobos ด้วยปริมาณการส่งสินค้ากว่า 1,000 ล้านรายการต่อปี และบริษัท Locus Robotics จะขายระบบหุ่นยนต์นี้ให้กับบริษัทต่างๆที่ทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถทำงานแทนมนุษย์และมีระบบที่ช่วยให้กระบวนการทำงานภายในมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เนื่องจากกระบวนการทำงานตั้งแต่รับคำสั่งซื้อลูกค้า หยิบสินค้าจากชั้นวางในตำแหน่งต่างๆ pack สินค้าเพื่อจัดส่ง ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัย “การเดิน” และ “เคลื่อนย้าย” จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หุ่นยนต์ Locus จึงถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือน “เครื่อง projector” ที่มีล้อเคลื่อนที่ได้; ต่างจากหุ่นยนต์ Kiva ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกชั้นวางสินค้าที่ถูกออกแบบมาพิเศษเท่านั้น; สามารถยกถัง/กระบะบรรจุสินค้า (bin on tray/tote)ได้ มีกล้องที่สามารถ scan เพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวาง พนักงานสามารถออกคำสั่งให้หุ่นยนต์ทำภารกิจต่างๆได้ผ่านหน้าจอ iPad และยังเคลื่อนที่ไปยังชั้นวางมาตรฐานในตำแหน่งต่างๆเพื่อหยิบสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดเวลาในการทำงานและให้มนุษย์; พนักงานคลังสินค้า;สามารถ focus ที่จะทำงานที่มนุษย์ควรทำได้อย่างถูกต้อง เช่น การตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น  หุ่นยนต์ Locus  10 ตัวถูกเริ่มใช้งานในคลังสินค้าของบริษัท Quiet Logistics บนพื้นที่กว่า 500,0000 ตารางฟุต เพื่อบริหารจัดการกระบวนการทำงานด้านโลจิสติกส์สำหรับบริษัท e-commerce ทั้งหมด

และในช่วงเทศกาลปีใหม่ Locus Robotics หวังไว้ว่าจะสามารถขยายงานด้านโลจิสติกส์กับบริษัทต่างๆได้มากขึ้นจากการบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหุ่นยนต์ Locus นี้ ซึ่งจากรายงานของ eMarketer ในปี 2558 นี้พบว่า ธรุกรรมของ e-commerce จะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 13.9% ในขณะที่ยอดขายสินค้าแบบ e-commerce ในสหรัฐอเมริกาคิดเป็น 9% ของยอดค้าปลีกทั้งประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ดี ยังคงต้องเฝ้าติดตามรูปแบบการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหุ่นยนต์ Locus เปรียบเสมือน “อาวุธใหม่” ที่ผู้ค้าปลีกรายย่อยที่คิดจะค้าขายในตลาดเดียวกับ Amazon เริ่มจะมองเห็นหนทางในการแข่งขันบ้าง หลักการง่ายๆ เพียงแค่ “ให้หุ่นยนต์ทำงานในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิด “Value” ใน Supply chain และนำทรัพยากรที่สำคัญ; มนุษย์; ไปใช้ในทางที่สามารถเพิ่ม “Value” ให้กับชิ้นงานต่างๆได้นั่นเอง

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพ  money.com, statista.com, bizjournals.com, boston.com, money.cnn.com

Share this post