สหราชอาณาจักรทดลองนวัตกรรมใหม่ด้วยถนนที่สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้

จากกระแส Go Greenที่นานาประเทศต่างหันกลับมาให้ความสำคัญและเป็นปัจจัยในการพิจารณาลำดับต้นๆในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ตลอดจนการใส่นวัตกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แตกต่างกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในตลาด และหันมาดึงยอดขายจากกลุ่มลูกค้าสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญในด้านนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งรวมถึงธุรกิจทางด้านโลจิสติกส์/การคมนาคมต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในปัจจุบันมีผู้ประดิษฐ์คิดค้นยานพาหนะที่มลพิษต่ำเป็นพิเศษ (Ultra LowEmission Vehicle)จากการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรจากการเผาผลาญพลังงานได้มาก โดยเฉพาะในสหราชาอาณาจักร (United Kingdom of Great Britain) รัฐบาลกำลังมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง โดยบริษัทรถยนต์รายใหญ่ทุกรายจะขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงปลายปี 2558ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 20 รุ่นในตลาดรถเลยทีเดียว แต่ปัญหาหลักของยานพาหนะที่มลพิษต่ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟฟ้านั้นคงหนีไม่พ้น การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ให้เพียงพอต่อการเดินทาง ความไม่สะดวกในการชาร์จไฟฟ้าระหว่างการเดินทางจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้รถประเภทดังกล่าวยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหราชอาณาจักรกลับมีทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าว

ส.ค. 2558- สหราชอาณาจักรได้เปิดเผยว่า กำลังวางแผนที่จะทดลองเทคโนโลยีใหม่สำหรับยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า ด้วยการสร้างถนนที่สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าได้ในขณะขับเคลื่อนไปตามถนนดังกล่าว  ทั้งบนมอเตอร์เวย์และถนนสายหลักของประเทศ เพื่อให้การเดินทางโดยรถยนต์ที่มลพิษต่ำเป็นพิเศษนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเดินทางในระยะไกลได้โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องหยุดพักเพื่อชาร์จพลังงานระหว่างการเดินทางอีกต่อไป โดยแผนงานดังกล่าวจะเริ่มต้นภายในปลายปี2558นี้  ถนนสายพิเศษจะถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพิเศษสามารถเชื่อมเข้ากับระบบแบตเตอรี่ของรถยนต์ได้โดยฝังอยู่ใต้พื้นถนนซึ่งรัฐบาลของสหราชอาณาจักรได้กำหนดเงินลงทุนในโครงการนี้เป็นมูลค่าถึง 500,000,000 ปอนด์ภายในห้าปีต่อจากนี้ (คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563) เพื่อให้ประเทศของตนเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีนี้ในระดับโลก อีกทั้งโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการจ้างงานจากการเจริญเติบโตในภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมการขยายธรุกิจการขนส่งสินค้าทั่วประเทศได้อีกด้วย

การทดลองดังกล่าวจะมีขึ้นและยาวนานถึง 18 เดือน ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องถนนดังกล่าวยังคงจัดให้มีจุดชาร์จแบตเตอร์รี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในทุกๆ 20 ไมล์เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางอีกต่อหนึ่งด้วย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าก้าวใหม่ของนวัตกรรมในการรักษาสิ่งแวดล้อมทางด้านโลจิสติกส์จะเป็นอย่างไร สหราชอาณาจักรจะสามารถขึ้นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าวได้หรือไม่  และหากเทคโนโลยีดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นจริงแล้ว เราจะสามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาประเทศไทยได้อย่างไร ช่างน่าคิดจริงๆ

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก Gov.uk, Globalnews.ca และ goultralow.com

Share this post