สยามรัฐต้นสัปดาห์ : เหมือนจะแพ้แต่ได้ชัย

Confucius, Business, Positive, Attitude, Logistics, Marketing, customer Confucius, Business, Positive, Attitude, Logistics, Marketing, customer ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้า หรือการให้บริการย่อมมีปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งที่เราสามารถควบคุมได้และไม่ได้ การวางแผนกลยุทธ์และการสร้างทีม Work ให้เข้าใจและดำเนินการตามกลยุทธ์ เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสำคัญพอๆกับการปรับทัศนคติของทั้งผู้นำและผู้ตามให้มีมุมมองใหม่ๆ มองวิกฤตพลิกให้เป็นโอกาส มองจุดแข็งให้ปิดจุดอ่อน หรือแม้แต่มองลบให้เป็นบวก เพราะไม่มีใครจะได้หรือเสียอยู่ตลอด จะต้องมีวันที่เปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว จึงขอหยิบยกเรื่องราวที่มีข้อคิดดีๆ มานำเสนอในปลายสัปดาห์สบายๆ เพื่อคลายความตีงเครียดจากการทำงานมาทั้งเดือน

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ อยู่มาวันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาดเห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้าจึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลูกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3×8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!” 

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้วไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”

ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3×8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไปต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือนจึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้นเอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้านด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราวต้องรีบกลับไปจัดการขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็มิได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกับกำชับว่า

“อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดลสายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลักว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้วแต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้านเลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเคาะประตูห้องของภรรยา เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอนก็ต้องตกใจทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่งจึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียงเสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา”อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียงจึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยาอีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเองพอฟ้าสางเอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก

เมื่อพบหน้าขงจื้อ เอี๋ยนหุยจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า

“เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึงเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดาศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า 

“อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? “

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด” จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใดเอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

เพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน (นักร้องดูโอของไต้หวัน) ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะอย่างไร? บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป” เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน 
ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี  (วันออกสินค้าใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันประเมินผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจ คุณก็หากับข้าวกินเองแล้วกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี  (เคลียร์  ไม่ได้คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)
ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็ เพราะโดนน้ำร้อนลวก !!

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด  และสุดท้าย คนเราไม่ต้องชนะมันไปทุกเรื่อง ไม่ต้องได้เปรียบในทุกโอกาส อยู่ในสังคมที่พร้อมจะลุกขึ้นมาปะทะกันเพราะเรื่องกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กๆน้อยๆ ตั้งสติ รู้จักถอยรู้จักผ่อนปรนบ้าง บางครั้งอาจจะเป็นทางที่เหมาะสมที่สุดก็ได้  ทั้งหมดขึ้นกับมุมมองและทัศนคติของคนเรานั่นเอง

ที่มา สยามรัฐรายสัปดาห์ ฉบับ 24/2558 โดย คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (Internal Communication)

เรียบเรียงโดย  BLOG.SCGLogistics
รูปภาพจาก    pixabay.com (account : Skitterphoto, bertvthul)

Share this post