สยามรัฐต้นสัปดาห์ : คือวิมานบนน่านฟ้า

Logistics, Customer, Marketingคืนวันอังคารนี้จะขอเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าพาครอบครัวบินไปเที่ยวยุโรปราวๆเกือบสองสัปดาห์

พูดถึงการบินข้ามน้ำข้ามทะเลรวมถึงข้ามแผ่นดิน ผมบินบ่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้จัดการส่วนขายต่างประเทศของเหล็กสยามยามาโตะเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน จำได้ว่าปีแรกในตำแหน่งผมเดินทางกว่าร้อยวัน ใครว่านั่งเครื่องบินสนุกได้เที่ยวต้องลองมารับงานแบบนี้บ้าง เพราะมันเดินทางแบบน่าเบื่อสุดๆ โชคดีที่ผมชอบอ่านหนังสือ เดินทางไปไหนก็พกพ็อคเก็ตบุ๊คซักเล่มหรือสองเล่มตามความยาวของทริปติดมือไปอ่านบนเครื่องพอฆ่าเวลาไปได้ เดี๋ยวนี้ยังมีมือถือไว้ฟังเพลงที่เราชอบ ถึงตอนนี้ระบบบันเทิงบนเครื่องบินจะดีกว่าแต่ก่อนมาก มีหนังให้ดูสารพัดเรื่องมีเพลงให้ฟังสารพัดเพลงมีเกมให้เล่นสารพัดเกมก็ตาม

แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับผมบนเครื่องบินคือที่นั่ง ต่อให้อย่างอื่นดีที่นั่งห่วยก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะผมถือว่าที่นั่งที่ดีบนเครื่องบินเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกสายการบินต้องมี เดี๋ยวนี้ที่นั่งได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ สายการบินที่ไม่ปรับปรุงเรื่องพวกนี้ไม่มีทางจะไปสู้ใครได้ ถัดมาคือ ต้องออกเดินทางตรงเวลา เพราะการรอที่สนามบินเป็นสิ่งน่าเบื่อที่สุด โดยเฉพาะสำหรับคนเดินทางเป็นอาชีพ ผมถือว่าสนามบินเป็น Non-place คือที่ที่ไม่ควรมีอยู่ เราอาศัยมันเพื่อรอขึ้นเครื่องบินเท่านั้น แต่ก็มีนักท่องเที่ยวหลายคนใช้สนามบินเป็นแหล่งสุดท้ายในการช้อปปิ้ง

เพราะจะสำหรับสายการบิน สำหรับสนามบิน เราเป็นลูกค้า ในฐานะเจ้าของสินค้าและบริการ หากสายการบินและสนามบินรับฟังความเห็นของเรา เอาลูกค้าเป็นตัวตั้งแล้วพยายามปรับปรุงให้บริการดีขึ้น แม้อาจจะไม่ถูกใจผมแต่อาจจะถูกใจลูกค้าคนอื่น อย่างน้อยถ้าคิดอย่างนั้นได้ก็ดีกว่าอยู่เฉยไม่สนใจใยดีลูกค้า ไหนๆจะต้องเดินทาง ได้อ่านเรื่องของเครื่องบินมาเลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

คนเคยขึ้นเครื่องบินคงใครมีรู้จัก Boeing ของอเมริกากับ Airbus ของยุโรปเพราะคู่นี้เป็นคู่กัดกันมาแต่ไหนแต่ไร Boeing เคยเป็นผู้นำในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับระดับความกดอากาศภายในเครื่อง (รุ่น 307) เครื่องบินไอพ่นสำหรับโดยสารเชิงพาณิชย์เครื่องแรก (รุ่น 707) เครื่องบินไอพ่นที่ขายดีที่สุดในโลก (รุ่น 737) หรือกระทั่งเครื่องบินที่ขนาดใหญ่เดินทางไกลรอบโลก (รุ่น 747) แต่พักหลังชักเริ่มแผ่ว ถูก Airbus แซง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Airbus A380  ลำใหญ่ยักษ์ซึ่งออกบินเที่ยวแรกจากสิงคโปร์ไปซิดนีย์โดยสิงคโปร์แอร์ไลน์เมื่อ 25 ตค. 2007

แต่ Boeing มีคำตอบ เพราะ Boeing 787 Dreamliner  เผยโฉมต่อสาธารณชนครั้งแรกในเดือนกค. 2007 และบินเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากนาริตะไปฮ่องกงโดยสายการบิน ANA เมื่อ 26 ตค. 2011 แทบจะตรง 4 ปีหลัง A380

Boeing คุยว่า 787 เป็นเครื่องบินที่ปรับเปลี่ยนได้ดีที่สุดตามความต้องการของลูกค้า (สายการบิน) เงียบที่สุด ประหยัดน้ำมันที่สุดเท่าที่เคยมีมา เงียบนี่เงียบกว่าเดิม 60% ประหยัดเชื้อเพลิงกว่าเดิม 20%  เพราะใช้วัสดุน้ำหนักเบา แถมยังปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาต่ำ เรียกว่าเข้ากับกระแส Eco ในปัจจุบันอย่างสุดๆ

เรื่อง Innovation ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะภายในเครื่องบินมีการปรับให้ระดับความกดอากาศและความชื้นสูงใกล้เคียงกับเวลาเราอยู่บนพื้นดิน ระดับแสงยังปรับได้ตาม Time Zone ที่เปลี่ยนไปเพื่อช่วยให้ความรู้สึกผู้โดยสารดีขึ้น ลดอาการปวดหัว ปากแห้งและ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสำหรับการเดินทางไกลๆ ระยะห่างระหว่างที่นั่งมีมากขึ้น ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะใหญ่ขึ้น กระจกปรับระดับแสงอัตโนมัติ มี แถมด้วย Wi-Fi และระบบบันเทิงเพียบ ในบางเวอร์ชั่นยังมีห้องส่วนตัว บาร์แบบยืนไปคุยไปดริงค์ไป ห้องประชุม และแถมห้องฟิตเนสส์ให้อีก (อ่านแล้วไม่รู้พูดถึงเครื่องบินหรือโรงแรม) ไม่ใช่แต่ห้องโดยสาร ห้องนักบินยังมีระบบตรวจซ่อมบำรุงอัตโนมัติและเทคโนโลยี่ล้ำหน้าอื่นๆที่เน้นย้ำความปลอดภัยและทำหใออกเดินทางได้ตรงเวลายิ่งขึ้น

ที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะ Boeing สร้าง Partnership กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Supplier สายการบิน และผู้โดยสารซึ่งเป็นลูกค้า ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Mitsubishi  จากญี่ปุ่นเป็นคนสร้างปีก  Alenia Aeronautics จากอิตาลีสร้างตัวเครื่องส่วนท้ายและแพนหาง การบริหารจัดการแบบนี้ทีแรกทำเอา Boeing เป๋ไปเหมือนกันเพราะดูเหมือนตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้เลย แต่การแก้ปัญหาโดยตั้งทีมที่ปรึกษาร่วมกันและแชร์ Best Practice กันระหว่างบริษัททำให้ระยะเวลาการพัฒนา 787 สั้นลงได้ร่วมปี และที่สำคัญที่สุดคือทำให้คุมต้นทุนอยู่ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับ Boeing และสายการบินที่เป็นลูกค้า Boeing ลงทุนราว 6-8 พันล้านเหรียญสหรัฐในการพํฒนา 787 สายการบินจ่ายค่าเครื่องบินราว 130 ล้านเหรียญสหรัฐต่อลำ

 สายการบินมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนา 787 ในทุกๆจุด ร่วมมือกับทั้ง Boeing แบบทั้งตัวต่อตัวและทั้งทั่วอุตสาหกรรม การร่วมมือแบบนี้ทำให้แต่ละสายการบินสามารถสร้างจดแตกต่าง สร้างจุดขายชัดเจนตามแนวทางของตน แม้จะเป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกันก็ตาม

 ผู้โดยสารผู้จะเป็นลูกค้าในอนาคตก็มีส่วนร่วมผ่านทางการวิจัย การเสวนา Blog Website กระทั่งชื่อ Dreamliner ก็มาจากผลการ Vote กว่า 600,000 Vote จาก กว่า 160 ประเทศ ถึงวันนี้ Boeing ได้รับคำสั่งซื้อ 787 แล้วกว่า 800 ลำจากลูกค้ากว่า 55 สายการบิน ทำให้เป็นเครื่องรุ่นที่ขายดีและขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เป็นเช่นนี้ได้ เพราะเป็นการร่วมกันสร้าง Co-create ระหว่างผู้ผลิตกับลูกค้านั่นเอง แต่ความจริงไม่ได้สวยงามอย่างนั้น เพราะกว่า 787จะขึ้นบินได้ ก็ดีเลย์มากว่า 2 ปี แถมเจอปัญหาสารพัดสารพัน เรียกว่าแทบจะเอาตัวไม่รอด แทบจะไม่ได้มีสิทธิบินเสียด้วยซ้ำ

ฟังโฆษณาชวนเชื่อก่อนได้นั่งจริงถ้าให้เลือก ผมคงเลือกที่จะขึ้น 787 มากกว่า A380 ถ้าถามว่าเพราะอะไร คำตอบง่ายๆคือ  วิธีคิดมันผิดกัน A380 มันใหญ่จนเกินความพอดี จุผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 500-800 กว่าคนแล้วแต่การจัดที่นั่ง ขณะที่ 787 จุมากที่สุด 300 กว่าคน ลองคิดดูว่าผู้โดยสาร 500-800 คนลงจากเครื่องพร้อมๆกันในลำเดียวมันจะโกลาหลขนาดไหน สนามบินที่รองรับจะเป็นอย่างไร ไม่รู้เหมือนกันว่าตอน Airbus ออกแบบคำนึงถึงจุดนี้บ้างหรือเปล่า? แต่อย่างว่า พอลองของจริงแล้ว A380 นั่งสบายกว่าอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเทียบจากสายการบินเดียวกัน ทั้งการจัดที่นั่งบนเครื่องและอะไรต่างๆนานา เหมือนกับว่า 787 ไม่สามารถทำสิ่งที่โม้ไว้ให้เป้ฯจริงขึ้นมาได้ ในขณะที่การบริหารจัดการที่ดีและเทตโนโลยีที่ดีของสนามบินใหม่ๆ ช่วยแก้ปัญหาของ A380 ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 หลายครั้งหลายสิ่งที่บนกระดาษออกแบหรือในแผนงานเขียนไว้เป็นดิบดี ดูดีมีอนาคตอย่างงดงาม แต่ที่สุดแล้ว กลับไปไม่ถึงฝัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ คือปรับแก้ให้มันดีที่สุด เข้าใกล้ฝันเข้าใกล้แผนที่สุด จนเมื่อมันไม่ไหวจริงๆ นาทีนั้น ต้องตัดใจว่าจะทนอยู่กับมันหรือหันหลังแยกทาง

ที่มา สยามรัฐต้นสัปดาห์ ฉบับ 17/2559 โดย คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (Internal Communication)

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

รูปภาพจาก pexels.com

Share this post