รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VS รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VS รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน

ในแต่ละปีวิกฤตการณ์ธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้น ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้คนทั่วโลกต่างตระหนักและยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล จึงเป็นโอกาสของผลิตรถยนต์จะผลักดันรถยนต์พลังงานทางเลือกออกมาสู่ตลาด ซึ่งที่เห็นตามท้องตลาดแล้วก็คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่มีพลังงานอีกประเภทที่ถูกพัฒนามาอย่างยาวนาน และถูกใช้กับการเดินทางสู่ห้วงอวกาศ นั่นคือพลังงานไฮโดรเจน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 4 ประเภท ได้แก่

  1. HEV (Hybrid Electric Vehicle) : รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องอาศัยการเติมน้ำมันเบนซิน หรือดีเซลสำหรับการขับเคลื่อนหลัก และเปลี่ยนพลังงานที่สูญเสียจากการเบรคไปเป็นพลังงานไฟฟ้าและกักเก็บในแบตเตอรี่ ใช้สำหรับการขับเคลื่อนรองแตกต่างกันไปตามการออกแบบของผู้ผลิต ซึ่ง HEV ยังก่อให้มลพิษอยู่บ้าง
  2. PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) : พัฒนามาจาก HEV แต่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง แบตเตอรี่ถูกออกแบบให้เก็บพลังงานได้มากขึ้น ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และลดการปล่อยมลพิษน้อยลง
  3. BEV (Battery Electric Vehicle) : รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เติมพลังงานโดยวิธีการเสียบปลั๊กชาร์จไฟเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีการปล่อยมลพิษใดๆ (Zero Emission)
  4. FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) : รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งบางคนเข้าใจผิด ว่าสามารถใช้น้ำเปล่าเติมได้เลย ในความเป็นจริงต้องนำน้ำมาผ่านกระบวนการทำให้เป็นไฮโดรเจน ซึ่งหลักการทำงานคือส่งไฮโดรเจนไปทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในแผงเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Stack) เกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าจัดเก็บในแบตเตอรี่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดมลพิษ (Zero Emission) มีเพียงไอน้ำเท่านั้นที่ออกมา

คำถามถัดมา…ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อรถแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง?

  • ระยะทาง : ระยะทางต่อการเติม 1 ครั้ง ยิ่งไปได้ไกลก็ลดความถี่ในการเติมเชื้อเพลิง
  • สมรรถนะ : ความเร็ว อัตราเร่ง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เป็น
  • ความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิง : จำนวนและความครอบคลุมของสถานีให้บริการเติมเชื้อเพลิง ความรวดเร็วในการเติมแต่ละครั้ง
  • ราคา : ราคารถยนต์ ค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา

ด้านระยะทางทั้ง EV และ FCEV ค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ถ้าด้านสมรรถนะ ราคา และความสะดวกในการเติมพลังงาน ด้าน EV ชนะขาด ถึงแม้ EV จะใช้เวลาเติมนานกว่าหลายเท่า แต่ EV สามารถติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้านได้ และสถานีบริการก็จำนวนมากกว่า

อะไรคือความท้าทายของรถยนต์ไฮโดรเจน?

อีลอน มัสก์ CEO Tesla ถึงกับตีตรา Hydrogen Fuel Cells เป็นเรื่องงี่เง่าไร้สาระ “So bullshit” ซึ่งคาดว่าเพราะไฮโดรเจนมีการดูแลจัดการยุ่งยาก ต้องติดตั้งถังเก็บไฮโดรเจนที่รถยนต์ ทำให้เสียพื้นที่และอันตราย สถานีให้บริการเชื้อเพลิงไฮโดรเจนก็ต้องลงทุนสูงและซับซ้อนกว่าเครื่องชาร์จไฟฟ้า อีกทั้งกระบวนการผลิตไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ต้องผ่าน Fuel Cell Stack แทนที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตส่งตรงเข้ามอเตอร์เลย และกระบวนการผลิตไฮโดรเจนก็ต้องใช้ฟลังงานไฟฟ้าอีกเช่นกัน จึงอาจเป็นเหตุให้ CEO Tesla มองว่าทำไมต้องใช้พลังงานไฟฟ้าที่สามารถเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง นำไปแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำอีกที

จากข้อเสียที่กล่าวมา ยังคงมีค่ายรถถยนต์ที่ยืนหยัดและพัฒนาระบบไฮโดรเจนมาอย่างยาวนาน คือ Toyota รวมไปถึงค่ายรถนต์ชั้นนำอย่าง Audi, Mercedes-Benz, BMW ซึ่ง Toyota เชื่อว่าพลังงานไฮโดรเจนคือคำตอบของอนาคต เพราะเป็นพลังงานสะอาด ไฮโดรเจนคือธาตุที่มีปริมาณมากที่สุดในจักรวาล สามารถสกัดได้จากน้ำ เมื่อผ่านกระบวนการเผาผลาญจะเกิดเป็นน้ำกลับมา ดังนั้นจึงเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดสิ้น และที่สำคัญการเติมไฮโดรเจนใช้เวลาเพียง 3-4 นาทีเท่านั้น สะดวก รวดเร็วกว่าการชาร์จไฟฟ้า

แม้การจะเติมพลังงานไฮโดรเจนจะเร็วพอกับน้ำมัน และราคาถูกกว่าก็ตาม แต่ถ้าเทียบค่าไฟก็ยังสูงกว่าหลายเท่า และคนทั่วไปยังคงกังวลกับอันตรายของไฮโดรเจนที่ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นโรงงานผลิต และสถานีเติมน้ำมัน รวมถึงถังไฮโดนเจนในรถยนต์ต้องมีระบบความปลอดภัยสูงสุด และการขยายสถานีบริการให้ครอบคลุมต้องได้รับความร่วมมือ และส่งเสริมโดยภาครัฐกำหนดนโยบายจูงใจให้ผู้ประกอบการร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้คงตอบได้ไม่ขาดว่ารถยนต์ประเภทไฟฟ้าหรือไฮโดนเจนดีกว่ากัน คำตอบในใจของแต่ละคนในวันนี้ อีก 10 ปี หรือ 20 ปีถัดไป อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดของการใช้งานรถยนต์คือการขับขี่ปลอดภัยใส่ใจผู้ร่วมท้องถนน หากท่านใดสนใจอบรมทักษะการขับขี่ปลอดภัยเชิงป้องกัน ทั้งแบบส่วนบุคคล หรือรถยนต์สาธารณะ จากครูฝึกมืออาชีพจากโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ โทร : 036-724-377

อ้างอิงรูปภาพและบทความจาก : toyotasantamonica.com, blink-drive.com, moneybuffalo.in.th

Share this post