รถยนต์ไร้คนขับ อนาคตอัน…ใกล้ หรือ…อีกไกล?

การเดินทางไกล การจราจรที่ติดขัด  หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่อาจทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้า ต่างส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่ไม่มากก็น้อย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เหล่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทด้านเทคโนโลยีทั่วโลกจึงมีแนวคิดเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ เริ่มจากพัฒนาระบบต่างๆ จนมาถึงยุค IoT ที่สามารถนำกล้อง และเซนเซอร์มาประยุกต์ร่วมกับวิทยาการปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เสมือนการเพิ่มดวงตา และการรับรู้ พร้อมยกระดับความฉลาดให้กับรถยนต์

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเพียงพอ และพร้อมให้รถยนต์ไร้คนขับวิ่งแล่นอยู่บนถนน แต่ทำไมเราจึงยังไม่เห็นการใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

1. ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด…ที่อาจจะเกิดบนท้องถนน

AI สามารถเรียนรู้ได้จากการสอน หรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองได้ก็ต้องผ่านการป้อนข้อมูล (Input) ขั้นพื้นฐานจากมนุษย์ก่อน ซึ่งมนุษย์สามารถกำหนดความเร็ว ระยะเบรค สัญญาณจราจร ป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการให้เรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์ เป็นเรื่องยากแต่จำเป็นอย่างมาก เพราะอีกหลายปีที่รถยนต์ไร้คนขับต้องใช้ถนนร่วมกับรถยนต์ปัจจุบันที่ขับขี่โดยมนุษย์ เราอาจจะสอนรถยนต์ให้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ต้องขับขี่อย่างไร แต่ถ้า AI เจอมนุษย์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฏจราจร… ถ้าขับไปแล้วเจอเขตพื้นที่ก่อสร้างมาทับเส้นทาง… ถ้าเจอสัญญาณมือ หรือภาษากายจากคนข้ามทางม้าลาย… AI จะตอบโต้ต่อสถานการณ์อย่างไร?  ซึ่งในชีวิตจริงมีอีกหลายเหตุการณ์ และความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดอาจจะเกิดขึ้นได้ AI จะเรียนรู้ได้อย่างไร…ถ้าไม่วิ่งบนถนนในสถานการณ์จริง? ยังไม่รวมถึงความเป็นไปได้ที่สัญญาณ GPS หรือเซนเซอร์อาจขัดข้อง

2. ต้นทุน…ของเทคโนโลยีใหม่

หนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญของรถยนต์ไร้คนขับคือ LIDAR ย่อมาจาก Light Detection and Ranging ลักษณะการทำงานคล้าย Radar สามารถสร้างภาพ 3 มิติ จากสถาพแวดล้อมที่อยู่รอบรถได้ ซึ่ง LIDAR ที่ถูกใช้ในการทดสอบ หรือใช้งานจริง มีราคาสูงถึง US$ 70,000 ซึ่งเป็นราคาที่สามารถซื้อรถยนต์ได้เลย และถึงแม้จะมีการเปิดเผยเวอร์ชั่นปรับแต่งให้ราคาย่อมเยาลงเหลือ US$ 4,000 ก็ยังมีคำถามตามมาถึงประสิทธิถาพการใช้งานจริงจะเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับที่เพิ่มขึ้น จึงคาดการณ์ว่าราคา LIDAR จะปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับยุคที่มือถือเครื่องแรกของโลกเปิดตัวด้วยราคาสูงถึง US$ 3,995 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 130,000 บาท)

3. สถาพภูมิอากาศ…เส้นทางเดิม สถานที่เดิม แต่ไม่ง่ายเหมือนอย่างเคย

            การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ มักถูกทดสอบในวันที่สภาพอากาศเป็นใจ ถนนแห้ง พื้นผิวเรียบเสมอกัน แสงแดดส่องเห็นทัศนวิสัยชัดเจน ซึ่งอาจไม่เคยผ่านการทดสอบในสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างการขับขี่ตอนกลางคืน ที่มีพายุหิมะโหมกระหน่ำ พื้นถนนถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ซึ่งถ้าหิมะตกทับถมบังการทำงานของเซนเซอร์ หรืออุณหภูมิต่ำจนแช่แข็งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทด้านเทคโนโลยีในอิสลาเอลสามารถผลิตเซนเซอร์ทนทานต่อสภาพอากาศทั้งร้อนหรือเย็นได้แล้ว และสามารถทำงานได้แม้จะในพื้นที่หมอกหนา หรือฝนตกหนักก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ที่เทคโยโลยีล้ำสมัยเหล่านี้จะถูกศึกษาและพัฒนามาใช้กับรถยนต์ไร้คนขับ

4. การเจาะระบบ…Hacking

            การทำงานของ AI นอกจากจะสามารถสั่งการได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องอาศัยการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่า GPS สถาพอากาศ สถาพการจราจร หรือการอัพเดทระบบ  ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งการเชื่อมต่อทำให้แฮ็กเกอร์สามารถอาศัยช่องว่างนี้เข้ามาควบคุมยานพาหนะ หรือสอดแนมฟังการสนทนา หรือเก็บข้อมูลประวัติการเดินทาง ถึงแม้ผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับต่างพัฒนาซอฟแวร์เพื่อป้องกันการเจาะระบบ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ผู้ผลิตที่พัฒนาเพียงฝ่ายเดียว…เหล่าแฮ็กเกอร์ก็เช่นกัน

5. การยอมรับ…จากผู้บริโภค

            ในปี 2016 สมาคมยานยนต์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ขับขี่กว่าร้อยละ 75 ยังไม่เชื่อมั่นในรถยนต์ไร้คนขับ และผลสำรวจล่าสุดในเดือน มกราคม 2018 มีสัญญาณดีขึ้น ตัวเลขลดลงเหลือร้อยละ 63 แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ ถึงแม้ในความเป็นจริงสาเหตุหลักของอุบัติเหตุกว่า 90% เกิดจากมนุษย์เองก็ตาม ซึ่งผู้พัฒนารถยนต์คาดการณ์ว่าเมื่อรถยนต์ไร้คนขับมีปริมาณมากขึ้น ผู้คนเริ่มเห็นว่ามีการใช้งานจริงตามท้องถนน จะสามารถสร้างความคุ้นเคย และเพิ่มความเชื่อมั่นได้ เสมือนคนที่ไม่เคยขึ้นลิฟต์ การขึ้นครั้งแรกอาจน่ากลัว แต่เมื่อได้สัมพัสการใช้งานจะทำให้หลงรักความสะดวกสบายนั้น

อ้างอิงบทความจาก : https://www.ctvnews.ca

รูปประกอบจาก : newsecuritybeat.org, Unsplash, Getty Image

Share this post