รถบรรทุกไร้คนขับ : จุดเปลี่ยนใหม่ของค่าขนส่งในอนาคต

“รถบรรทุกไร้คนขับ” (Self-driving truck) นวัตกรรมทางด้านโลจิสติกส์ในอนาคตที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างกำลังมุ่งมั่นพัฒนาให้สามารถใช้งานได้จริง โดยมีความหวังว่า “นวัตกรรม” ดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถในเส้นทางไกลๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการขนส่งสามารถบริหารจัดการพนักงานขับรถเหล่านั้น ให้สามารถขับรถรับส่งสินค้าในระยะสั้นได้ถี่มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ไลฟสไตล์ของผู้บริโภคในยุคที่ e-commerce กำลังเติบโตอย่างเท่าตัว

รถบรรทุกและรถไฟแบบไร้คนขับจะกลายเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจสำหรับการขนส่งสินค้าและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐศาสตร์ของการจัดส่งสินค้า เพราะเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีกำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรมทางด้านโลจิสติกส์” อย่าง “รถบรรทุกและรถไฟขับเคลื่อนอัตโนมัติ” ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการขนส่งต่างกำลังวิเคราะห์ความแตกต่างและความได้เปรียบของทั้งรถบรรทุกและรถไฟ เมื่อนวัตกรรมดังกล่าวได้เข้ามาอย่างจริงจัง จะทำให้สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกได้; โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา; ที่สำคัญสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งให้กับผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากเทคโนโลยีจะช่วยให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากกว่าที่มนุษย์ขับและปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นด้วย  การวิจัยและพัฒนารถบรรทุกอัตโนมัติถูกพัฒนามากกว่ารถไฟอัตโนมัติเนื่องจากรถบรรทุกต้องอาศัยแรงงานคนมากกว่า โดยระบบอัตโนมัติจะทำให้ “Transportation Landscape” เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

ผ่านมาระบบรถบรรทุกอัตโนมัติเฉพาะทางได้ถูกใช้ในงาน “off-road” สถานที่ห่างไกล และอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การทำเหมืองแร่ในออสเตรเลียและชิลี ในค่ายทหาร และสถานีตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนบนถนน มีการทดลองวิ่งรถบรรทุกอัตโนมัติแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปโดย Freightliner/Daimler, Volvo และ Peterbilt ซึ่งจะเผชิญปัญหาเหมือนรถยนต์ไร้คนขับเมื่อวิ่งบนถนนสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยขนาดและน้ำหนักของรถบรรทุกจะส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยมากกว่ารถยนต์ ในขณะที่รถไฟจะง่ายในการทำงานแบบอัตโนมัติมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่คาดการณ์ไม่ได้และมีเส้นทางวิ่งแน่นอน การทำเหมืองระยะไกลในทวีปอเมริการเหนือได้ใช้รถไฟอัตโนมัติตั้งแต่ปี 1960 ทุกวันนี้ระบบรถไฟใต้ดินใน 48 เมืองทั่วโลกใช้ระบบอัตโนมัติ เช่นเดียวกับรถรับส่งสนามบินหลายแห่ง เมื่อเร็วๆนี้บริษัทเหมือง Rio Tinto เริ่มการทดลองบริการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟแบบไร้คนขับครั้งแรกของโลก โดยให้บริการรถไฟถึง 42 ขบวนเดินทางเป็นระยะทาง 1,000 ไมล์ในรัฐออสเตรเลียตะวันตก

ประโยชน์หลักที่จะได้จากรถบรรทุกอัตโนมัติ ก็คือ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถทางไกล จากสถิติพบว่า ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยประชากรสูงอายุ ค่าจ้างที่ต่ำ (ในสหรัฐอเมริกา พนักงานขับรถบรรทุกได้รับรายได้เพียงครึ่งหนึ่งของพนักงานรถไฟ) ชั่วโมงการทำงานที่เข้มงวด และลูกจ้างอายุน้อยไม่เต็มใจที่จะทำงานห่างจากบ้านเป็นเวลานาน นั่นหมายความว่า สหรัฐอเมริกาขาดแคลนพนักงานขับรถถึง 35,000 คน และจะขาดแคลนเพิ่มขึ้นเป็น 240,000 คนในปี 2023 (ตามข้อมูลจาก American Trucking Association) กว่า 40%ของพนักงานขับรถบรรทุกในเยอรมันจะเกษียณอายุใน 10 ปีข้างหน้า (ตามรายงานของ Wall Street Journal) ซึงคิดเป็น 250,000 คน

ปัจจุบันพนักงานขับรถจะถูกบังคับให้พักทำงานตามกฎระเบียบความปลอดภัย ส่งผลให้รถบรรทุกต้องจอดอยู่กับที่ ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงรถบรรทุกไร้คนขับสามารถขนส่งสินค้าได้อย่างอิสระ 24/7  หรืออาจกล่าวได้ว่า ต้นทุนของพนักงานขับรถสามารถลดลงได้ถึง 60% เพิ่มการใช้ประโยชน์จากรถบรรทุกได้ประมาณ 30%  และอัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงได้ 70% ส่งผลให้ค่าประกันภัยถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในพื้นที่นั้นมี “ถนนเลนพิเศษสำหรับรถบรรทุกไร้คนขับ” (truck-dedicated lane) ถึงแม้ว่า “รถไฟไร้คนขับ” สามารถลดต้นทุนแรงงาน (labor cost) และเพิ่มปริมาณเครือข่าย และถึงแม้ว่าการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ (Asset Utilization) ระดับการให้บริการ และความเชื่อถือได้ (Reliability) จะดีขึ้นเมื่อรถไฟสามารถวิ่งได้มากขึ้น/ถี่ขึ้น แต่เมื่อเทียบกับรถบรรทุกไร้คนขับ อาจพบว่า การขนส่งทางรถแบบนี้จะมีต้นทุนที่ “competitive” มากกว่าทางรถไฟในเส้นทางไกลๆ ซึ่งทำให้การขนส่งทางรถไฟเสียส่วนแบ่งตลาดทางด้านโลจิสติกส์ที่เอาคืนได้ยากเช่นกัน

วิถีชีวิตของพนักงานรถไฟและพนักงานขับรถบรรทุกไม่แตกต่างกัน การขาดแคลนพนักงานรถไฟจึงอาจกลายเป็นปัญหาในไม่ช้า “ระบบหัวรถจักรแบบอัตโนมัติ” จะสามารถทำให้งาน support ต่างๆกลายเป็นงานหลักที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ซึ่งเป็นแบบที่พนักงานรถไฟต้องการ คือ สามารถทำงานเป็นเวลาและทำงานใกล้บ้านได้ ส่วนระบบสารสนเทศต่างๆที่ถูกพัฒนาสำหรับสนับสนุนรถไฟไร้คนขับนั้นมีอยู่มากมายทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ไม่ว่าจะเป็น “Remote Control System”, Onboard Computers ที่ใช้บังคับระดับความเร็วและควบคุมการเคลื่อนที่ของรถไฟ และ software ที่ทำให้การดำเนินงานและการใช้เชื้อเพลิงสมดุลเหมาะสม แต่อุปสรรคสำคัญสำหรับรถไฟขับเคลื่อนอัตโนมัติ คือ “การป้องกันการเดินทางและการระบุและวิธีการหลบหลีกสิ่งกีดขวางเส้นทาง” เพราะตามปกติไม่มีวิธีการป้องกัน/หลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางในเส้นทางการเดินทางของรถไฟ  ณ จุดตัดทางรถไฟ จะต้องมีระบบติดตามแบบ real-time เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งกีดขวางเมื่อขบวนรถไฟแล่นผ่าน เพราะการลดความเร็วอย่างกระทันหันของรถไฟเป็นความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ในสหรัฐอเมริกา Federal Railroad Administration จับมือกับบริษัท Google ในการกำหนดจุดตัดทางรถไฟใน “Google Map” เมื่อผู้ใช้งานให้นำทางก็จะได้รับการเตือนเมื่อเข้าใกล้จุดตัดทางรถไฟเหล่านั้น เป็นต้น 

สำหรับรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติ สิ่งที่ท้าทายแตกต่างจากรถไฟอัตโนมัติเพราะรถบรรทุกเดินทางบนถนนที่เปิดกว้างกว่า ผู้เชียวชาญหลายคนจึงแนะนำให้เปิด “ถนนเลนพิเศษ” ซึ่งจะสามารถตัดความคับคั่งบนท้องถนนได้บางส่วน และทำให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุจากรถบรรทุกที่ใช้คนขับน้อยลง แต่ประโยชน์ข้อนี้จะยังไม่ค่อยเห็นผลมากนักจนกว่ายานพาหนะเหล่านั้นจะเป็นที่แพร่หลายในชีวิตจริง

ในอนาคต เมื่อ “Internet Of Things-IoT” ก้าวเข้าสู่ทุกกิจกรรมของมนุษย์ เทคโนโลยีสำหรับรถบรรทุกและรถไฟขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้จะเข้ามาแทนที่อย่างแน่นอนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และถึงแม้ว่ารถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติจะมีความยุ่งยากในการพัฒนามากกว่า แต่ในระยะยาวแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้  รถไฟจะพบปัญหาทางด้านกฎหมายและแรงงาน แต่ระบบอัตโนมัติจะช่วยให้การดำเนินการต่างๆง่ายขึ้น และจะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ที่ผู้ใช้รถ/ใช้ถนน/ผู้คนที่เดินทางเท้าจะสามารถทราบตำแหน่งของรถไฟและได้รับการเตือนจาก application บนมือถือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่างๆได้ ในขณะที่ รถยนต์ไร้คนขับจะใช้เทคโนโลยี “Light Detection” และ “Remote Sensing” เชื่อมต่อกับระบบพวงมาลัยและเบรคเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวาง  

นอกจากนี้ หากมีการขยายการให้บริการรถไฟขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว การจัดการจราจรของรถไฟอาจติดขัดเพราะเส้นทางมีจำกัด ในขณะที่รถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติพร้อมที่จะเข้าไปแทนที่ในส่วนแบ่งตลาดการขนส่งสินค้าของรถไฟได้อย่างรวดเร็ว ในอนาคตภาพการขนส่งทั้งสองแบบคงชัดเจนมากขึ้น พร้อมๆกับกฎระเบียบทางกฎหมายที่จะออกมารองรับให้การดำเนินงานต่างๆมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นต่อสังคมโดยรวม 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงจาก blog.scssoft.com, forbes.com

Share this post