ยิ่งมี…ยิ่งใช้ มันถึงเวลาประหยัดแล้วล่ะ

รู้หรือไม่ ในแต่ละปี สหรัฐมีระยะทางการขับขี่รวมทั้งประเทศ เทียบเท่ากับระยะทางไป-กลับ โลก และ ดวงอาทิตย์ถึง 16,000 ครั้ง

ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ใช้พลังงาน 28% จากทั้งหมดของแต่ละปีไปกับเคลื่อนย้ายคนและสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทาง พาหนะส่วนบุคคล รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถสาธารณะ เครื่องบิน รถไฟ เรือ และ ท่อ ซึ่งการขนส่งทางรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ถือเป็นการขนส่งที่ใช้พลังงานมากเป็นอันดับหนึ่ง (58%) รองลงมาคือ รถบรรทุกขนาดใหญ่ (23%) เครื่องบิน (8%) เรือ (4%) ท่อ (4%) และรถไฟ (3%) ตามลำดับ

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การเผาไหม้เชื้อเพลิงปิโตรเลียมของยานพาหนะข้างต้น ได้กลายเป็นองค์ประกอบชีวิตของชาวอเมริกันไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐที่มีประชากรไม่ถึง 5% จากประชากรโลกทั้งหมด  แต่กลับเป็นประเทศที่มีรถยนต์มากถึง 1 ใน 5 ของรถยนต์ทั้งหมดบนโลก โดยปี 2015 รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก และ รถโดยสาร มีระยะทางการขับขี่มากกว่า 3 ล้านล้านไมล์ ซึ่งมากกว่าการขับรถจากโลกไปดวงอาทิตย์ และกลับมายังโลกถึง 16000 ครั้ง โดยในช่วงอีก 25 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่าปริมาณระยะทาง(ไมล์)ที่เกิดจากการขับรถของชาวอเมริกัน จะเพิ่มขึ้นประมาณ 23% ซึ่งนั้นก็จะทำให้ปริมาณความต้องการเชื้อเพลิงมากขึ้นไปด้วย แต่ปรากฏว่าความต้องการพลังงานกลับเพิ่มขึ้นเพียง 0.84% ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก โดยสาเหตุมาจากความก้าวหน้าด้านประสิทธิภาพของพาหนะ และ การเปลี่ยนแปลงประเภทของพาหนะที่ซื้อ แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวควรจะทำให้ปริมาณการใช้พลังงานน้อยลง แต่ผลที่ได้คือ เมื่อรถใช้พลังงานน้อยลง คนก็หันมาใช้รถกันเพิ่มขึ้นอยู่ดี

ที่ผ่านมา 92% ของพลังงานทั้งหมดที่ถูกใช้ไปในการขนส่งนั้นมาจากน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยในขณะที่เปิดเครื่องยนต์ การเผาไหม้ของน้ำมันเบนซิน และ ดีเซล จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เช่นเดียวกับฝุ่นละออง ไนโตรเจนออกไซด์ (ส่วนประกอบที่ทำให้เกิดควัน) คาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่ไม่ถูกเผาไหม้ ซึ่งก๊าซดังกล่าวจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อโลก กล่าวคือ เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ มันจะทำตัวเป็นตัวดักความร้อน หรือที่เรียกกันว่า ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับโลกของเรานานกว่าหนึ่งศตวรรษ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการใช้น้ำมันที่เรียกกว่า Tight Oil เพิ่มมากขึ้น (หนึ่งใน Shale Oil หรือน้ำมันดิบที่พบในชั้นหินดินดาน ที่มีคุณสมบัติซึมซับไหลผ่านได้ช้า ซึ่งปริมาณของ Tight Oil นั้นเป็นเรื่องที่อุตสาหกรรมน้ำมันให้ความสำคัญมาก เพราะในปัจจุบันเราจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ อยู่เสมอ เนื่องจากต้องผลิตให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่มากขึ้นปัจจุบัน ) แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้ ทำให้ต้องพยายามหาทางเลือกในการใช้น้ำมันใหม่ ๆ หนึ่งในนั้นคือ เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งมีปริมาณถึง 4.9% ของเชื้อเพลิงในการขนส่งของประเทศสหรัฐปี 2015 โดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบของการผสมเอทานอลเข้าน้ำมันเบนซิน แต่การผลิตเอทานอลนั้นทำให้พื้นที่ในการเพาะปลูกลดลงอย่างมาก (ในปี 2015 38% ของข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวได้ในสหรัฐถูกนำไปผลิตเอทานอล และสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) แถมยังต้องใช้น้ำปริมาณมากอีกด้วย ทำให้เกิดพาหนะทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเป็น รถHybrid รถพลังงานไฟฟ้า หรือรถที่ขับเคลื่อนจากไฮโดรเจนหรือก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมัน แต่การผลิตรถดังกล่าวค่อนข้างมีความซับซ้อน เพราะต้องมีระบบในการขนส่งเชื้อเพลิงที่เฉพาะสำหรับพาหนะแต่ละชนิดด้วย  ตัวอย่างเช่น จำเป็นต้องมีสถานีเติมก๊าซไฮโดรเจน สำหรับรถที่ขับเคลื่อนจากไฮโดรเจน จึงมีต้นทุนค่อนข้างสูง  

ดังนั้นในระยะสั้น แนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดปริมาณความต้องการปิโตรเลียม อาจจะต้องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพของพาหนะแทนการแสวงหาพลังงานทดแทนชนิดอื่น ๆ ที่ต้องใช้ต้นทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การพัฒนาพาหนะที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากมาตรฐาน Corporate Average Fuel Efficiency (CAFE)  (มาตรฐานที่กำหนดปริมาณการประหยัดเชื้อเพลิงของพาหนะแต่ละชนิด) ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1975 และได้ทำการแก้ไขใหม่ในปี 2007 ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนั้นมีความเข้มงวดมากขึ้นทุก ๆ ปีในเรื่องของการประหยัดเชื้อเพลิง ระหว่างปี 2012 ถึง 2025

โดยจากการศึกษามาตรฐาน CAFÉ ปี 2007 – 2025 พบว่า พาหนะขนาดกลางที่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์เบนซินที่ล้ำสมัย มีแนวโน้มที่จะสามารถทำตามมาตรฐานที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีได้ ซึ่งปัจจุบัน ๆ จะเน้นการปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานปี 2014 สำหรับรถขนาดเล็ก แต่สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่นั้น สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานของปี 2018 ก่อนที่มาตรฐานดังกล่าวจะมีผลซะอีก

ดังนั้นถ้าเรามองกลับมาในประเทศไทยแล้ว ถึงแม้ระยะทางในการขับรถของเราอาจจะไม่มากเท่าสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากนัก แต่เราก็ต้องตระหนักถึงการใช้พลังงานงานเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน เพราะประเทศไทยเราไม่ได้มีแหล่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติมากนัก จำเป็นที่จะต้องนำเข้ามา ถ้าเราใช้เชื้อเพลิงกันอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เห็นว่าราคาน้ำมันตอนนี้ถูก จึงไม่ประหยัดกัน สุดท้ายแล้วผลเสียจากการใช้เชื้อเพลิงอย่างไม่คิด ก็ย้อนกลับมาหาตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นก๊าซเรือกระจกที่เกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายจากการใช้จ่ายอย่างไม่ประหยัด และส่งผลต่อประเทศของเราที่ต้องน้ำเข้าเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่มากขึ้น  ทำให้เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

*** ท่านสามารถ “Comment”(อย่าลืม Log-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  chanchaivision.com, pixabay.com  (account :tpsdave, bluemix, mmurphy), needtoknow.nas.edu

Share this post