มารู้จักกับ “Home Delivery Meal Kits” กันเถอะ!!

ดูเหมือนว่าในยุคนี้ “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องยังชีพที่เป็นปัจจัย 4 อีกต่อไป การเติบโตในธุรกิจอาหารทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารในเมืองผุดขึ้นราวดอกเห็ด จนกลายเป็น “สินค้าทางวัฒนธรรม” ที่มีการแข่งขันในส่วนแบ่งตลาดจากความสนใจและความต้องการลิ้มรสร้านใหม่ๆของผู้หลงใหลอาหารมากมาย ในขณะที่การปรุงอาหารรับประทานเองมีเพียงผู้บริโภคบางกลุ่ม/บางวัยเท่านั้น เพราะเมื่อพูดถึงการจับจ่ายอาหารสด/เครืองปรุงเพื่อเตรียมปรุงอาหารเองนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับหนุ่มสาววัยรุ่นสมัยใหม่; ผู้ที่อ้างว่าไม่มีเวลาและไม่มีประสบการณ์ในการปรุงอาหารมาก่อน; จึงนิยมที่จะสั่งอาหารสำเร็จรูปมาส่งที่บ้านมากกว่า และนั่นเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่อย่าง “Line Man Food Delivery” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลูกค้าเพียง Download application แล้วเลือกร้านอาหารและรายการอาหารที่ตนเองต้องการ เพียงเท่านี้ พนักงานของ Line man จะจัดส่งอาหารสำเร็จรูปที่คุณต้องการถึงบ้านทันที ส่วนค่าบริการสำหรับ Food Delivery แบบนี้ถ้าเทียบกับการฝ่ารถติด เข้าคิวรอโต๊ะว่าง (กรณีร้านดังเป็นที่นิยม) ผู้บริโภคต่างก็ยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าอาหาร เสมือนหนึ่งเป็นการซื้อเวลาและความสะดวกสบายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่นิยมปรุงอาหารเองและยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องการวางแผน และเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารที่แสนยุ่งยากได้อีกด้วย (อะไรจะสะดวกสบายขนาดนั้น)

Blue Apron ธุรกิจ Start-up ของมหานครนิวยอร์คผู้ให้บริการส่งวัตถุดิบและส่วนประกอบอาหารทีคัดสรรอย่างดี สดใหม่คุณภาพสูง พร้อมทั้งแนบเอกสารวิธีทำแต่ละเมนูให้กับลูกค้าเพื่อปรุงอาหารรับประทานเองได้ง่ายๆที่บ้าน ภายใต้ภารกิจที่ว่า “To make incredible home cooking accessible to everyone” เมนูของ Blue Apron ยังเปลี่ยนทุกอาทิตย์ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดการเรียนรู้เมนูอาหารแปลกใหม่อยู่เสมอ และบางครั้งยังมีวัตถุดิบในแต่ละฤดูกาลเป็นส่วนประกอบอาหารพิเศษด้วย Blue Apron ยังการันตีความสดใหม่ของวัตถุดิบที่จัดส่งในปริมาณที่เหมาะสม เพราะลูกค้าจะได้รับวัถุดิบประกอบอาหารตามสัดส่วนที่ได้ชั่งตวงวัดในแต่ละเมนูเท่านั้นเป็นการลดปริมาณของเหลือใช้/เน่าเสียหากลูกค้าซื้อมาเก็บไว้เอง Blue Apron ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจขนส่งอาหารธรรมดา แต่ยังตั้งใจที่จะ “Building Home chef community” หรือเป็นสังคมแห่งความรู้ในการปรุงอาหาร ที่ซึ่งต้องการให้ลูกค้าได้เรียนรู้เทคนิคการทำอาหารอยู่เสมอ และนั่นเป็นที่มาของชื่อและโลโก้ของบริษัท “Blue Apron” เพราะเหล่าเชฟทั่วโลกจะนิยมใส่ผ้ากันเปื้อนสีฟ้าในเวลาที่พวกเขาเริ่มต้นที่จะเรียนรู้การปรุงอาหารนั่นเอง

นอกจากนี้ Blue Apron ยังเชื่อว่าการปรุงอาหารรับประทานกันในครอบครัวจะช่วยสานสัมพันธ์สายใยของครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากขึ้น (Stronger Family bond) และนั่นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเชฟรุ่นใหม่ในอนาคตที่ซื่งจะ กลับมาเป็น “โอกาส” ให้กับ Blue Apron อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าธุรกิจของ Blue Apron จะมีมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ปลายปี 2015 Blue Apron มียอดขนส่งอาหารกว่า 2 ล้านรายการให้กับลูกค้าทั่วประเทศ นั่นหมายถึงรายได้กว่า 20 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือนด้วยต้นทุนประมาณ 10 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อหนึ่งรายการเท่านั้น ความสำเร็จของ Blue Apron ไม่ใช่เพียงความชัดเจนในการทำธุรกิจ แต่รวมถึงการบริหารจัดการ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำ (แหล่งวัตถุดิบของอาหาร) ไปจนถึงปลายน้ำ (โลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนวัตถุดิได้ทันเวลาและความสดใหม่จนถึงมือลูกค้า)นั่นเอง

แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ธุรกิจนี้จะไปได้ไกลอีกนานแค่ไหน? แล้วลูกค้าที่แท้จริงของธุรกิจเหล่านี้ที่เรียกว่า “Home Delivery Meal Kit solution” คือใครกันแน่?? แน่นอนคงหนีไม่พ้น “กลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น” นั่นเอง

จากรายงานของ Hartman Group ในหัวข้อ Foodways of the Younger Generations – Millennials & Gen Z ธุรกิจแบบ Blue Apron หรือ “Food-forward ingredients” จะได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ที่ชอบเรื่องดิจิตอลโดยเฉพาะกลุ่ม Gen-M ; หรือกลุ่ม Millennial Generation หรือ ลูกของกลุ่ม Baby Boomer Generation ที่มีอายุราวๆ 23-29 ปี; และกลุ่ม Gen-Z ;หรือ I Generation หรือ ผู้ที่เกิดหลังปี 1995; ซึ่งสองกลุ่มนี้ต่างมีความชอบในการรับประทานอาหารหลากหลาย ซึ่งความหลายหลายนี้จะนำมาซึ่งเทรนด์ของอาหารที่หลากหลายวัฒนธรรมด้วย อย่างไรก็ดีกลุ่ม Gen-M ยังคงชอบที่จะปรุงอาหารเองซึ่งจากการสำรวจคิดเป็น 63% ในขณะที่ Gen-Z ชอบเพียง 57% Gen-M เป็นผู้ที่ชอบการผจญภัยเรื่องอาหารโดยพยายามที่จะค้นหารสชาติที่แปลกใหม่ตั้งแต่เครื่องเทศ น้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหาร ไปจนถึงรสชาติ ธุรกิจนี้ยังเหมาะกับครอบครัวที่ไม่มีเวลา/ไม่สามารถสรรหาวัตถุดิบในการปรุงอาหาร อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของร้านค้าแถวที่อยู่อาศัย (ไม่มีวัตถุดิบบางอย่าง) และยังเหมาะกับครอบครัวทีสมาชิกแต่ละคนชอบอาหารไม่เหมือนกัน เช่น บิดามารดาชอบอย่างนึง ในขณะที่ลูกๆชอบอีกอย่างนึง เป็นต้น  ช่องทางหลักของธุรกิจนี้จึงขึ้นอยู่กับ  “Potential scale” หรือ “ขนาดของกลุ่มคนที่จะเป็นโอกาสของธุรกิจ” ซึ่งบางครั้งอาจจะถูกมองว่าเป็น Niche market ได้

ดิจิตอลเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจนี้ ซึ่งจะทำให้ร้านขายของชำ/ร้านอาหารที่มีหน้าร้านต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างแน่นอน และ “โลจิสติกส์” จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจนี้ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เกิดการเปลี่ยนแปลงโมเดล จากเดิมที่เป็น ร้านค้า -> ผู้บริโภค กลายเป็นจากครัว -> ไปสู่ครัว)

ซึ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบดั้งเดิม ไปสู่ยุคดิจิตอลที่ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคเป็นตัวละครหลักในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การบุกรุกของบริการแบบดิจิตอลซึ่งกระทบกับทุกแง่ทุกมุมในชีวิตของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบกับ “Digital Food Marketplace” ผู้บริโภคกำลังมองข้ามร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และตัดสินใจซื้ออาหารตรงจากแหล่งอื่นแบบออนไลน์ บริการและสินค้าใหม่ๆเกิดขึ้นและจะต้องสอดคล้องไปกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคทั้ง การกิน-การซื้อ-การมีชีวิตอยู่  บางอย่างจะหายไปแต่สิ่งใหม่ๆจะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นแบบยิ่งใหญ่เหมือนกับการเกิดขึ้นของ Apple และ Amazon ในอนาคตคงต้องรอดูกันต่อไป

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, blueapron.com, verify.wiki ,  bangkokbiznews.com, mxphone.net, en.ostupnews.com, mxphone.net

*** ท่านสามารถ “Comment”(อย่าลืม Log-in ก่อน) หรือ กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

Share this post