จับตามอง 5 เทรนด์มาแรงในปี 2016 สำหรับ Supply Chain และ โลจิสติกส์

ในปี 2015 ที่ผ่านมา มีหลายสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในอุตสาหรกรรมทางด้าน Supply Chain อย่างแรกคือ “Supply Chain ได้เข้าไปในสังคมออนไลน์” ในโลกของ Social Media มีการพูดถึง/แชร์ข้อมูลในเรื่องของ Supply Chain มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น การทำ hashtag “#suppplychain” ใน Twitter การมีกลุ่ม Supply chain ใน LinkedIn สูงถึง 3,000 กลุ่มในปี 2015 และการเพิ่มขึ้นของหัวข้อ supply chain ใน social network ซึ่งนั่นหมายความว่า แต่ละธุรกิจกำลังให้ความสนใจและมีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนความรู้/best practice กันมากขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งsocial media เป็นโอกาสที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลกด้วย

อย่างที่สอง คือ “เกิดนวัตกรรมใหม่ๆทางด้านโลจิสติกส์” ยักษ์ใหญ่ในวงการโลจิสติกส์อย่าง Amazon และ Uber เป็นตัวอย่างของการสร้างนวัตกรรมอย่างชัดเจนในปี 2015 ที่ผ่านมา; Amazon กับการให้บริการแบบ “PrimeNow” และ Uber ที่ให้บริการส่งสินค้าแบบ Sharing Economy; นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมจากผู้เล่นรายย่อย เช่น Doorman ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีการพลาดการรับสินค้าที่ลูกค้ารอคอยอีกต่อไป, Roadie ที่เป็นการขนส่งสินค้าโดยใช้รถ Carpooling และหรือ Deliveroo บริการส่งอาหารถึงประตูบ้าน เป็นต้น และอย่างสุดท้าย “ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม”(Transparency and Corporate Social Responsibility) ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเปลี่ยนจาก “ควรจะมี” มาเป็น “จะต้องมี”อย่างถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใสตรวจสอบได้ และนี้คือภาพรวมที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม Supply Chain และ Logistics ในปี 2015 ที่ผ่านมา

และจากบทความที่แล้ว เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เมื่อ IoT เข้ามามีบทบาทกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่ e-commerce ได้กลายมาเป็น programmatic commerce แทนซึ่งสามารถตอบโจทย์ “ความสะดวกสบาย” ของผู้บริโภคได้และเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายๆอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ และในปีนี้นั้นจะมีอะไรที่มากระทบกับอุตสาหกรรมนี้กันบ้าง มาติดตามกันเลย 

1. Fast, faster, now: now-delivery“Same-day Delivery” ได้เป็นเทรนด์ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว และต่อไปนี้จะเข้าสู่เทรนด์ของ “Now-delivery” นั่นคือ การขนส่งสินค้าจากคำสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ภายในหนึ่งชั่วโมง (หลังจากที่ลูกค้าทำการสั่งซื้อออนไลน์เรียบร้อยแล้ว) เสมือนที่บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ให้คำมั่นสัญญาในการบริการกับลูกค้าของตน ด้วยการขนส่งสินค้าแบบใหม่ให้กับลูกค้าด้วย “Drone Delivery” นั่นเอง

2. Augmented reality (AR) in Logisticsในปี 2015 ประเทศเยอรมัน ได้มีการเปิดตัว Prototype ของ “Smart Glass” ; “pick-by-vision” at Volkswagen;   แว่นตาอัจฉริยะที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality ที่ทำให้แว่นตานั้นสามารถดำเนินการจัดเก็บ/จ่ายสินค้าได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลดิจิตอล ซึ่งทำให้การดำเนินงานทางด้านโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากขึ้น และต่อไปจะมีการพัฒนา “Smart Factory” และ “Smart Warehouse” โดยการนำหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน/ดำเนินการในกระบวนการต่างๆแบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์ในการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า เพื่อมอบหมายให้ทำงานทีมีคุณค่ามากขึ้นได้อีกด้วย

หมายเหตุ: AR คือ เทคโนโลยีในการเพิ่มข้อมูลที่มีความหมายให้กับสิ่งของหรือสถานที่ในรูปของภาพ เสียง หรือการบอกตำแหน่งด้วยระบบ GPS และอื่นๆ แล้วระบบจะทำการสร้างข้อมูลเพิ่มเติมให้วัตถุจริงที่มีอยู่เดิม ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มขึ้นและสามารถตอบโต้ได้ ตัวอย่างของ AR เช่น แอพพลิเคชั้นที่ชื่อว่า World Browser ของ  Wikitude (www.wikitude.com) เป็น AR ที่สร้างสรรค์และสนุก โดนมันจะทำให้คุณค้นพบโลกใหม่รอบๆตัว เพียงแค่ส่องกล้องของมือถือไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ระบบจะแสดงข้อมูลอธิบายเพิ่มเติมออกมาและสามารถตอบโต้กับแอพพลิเคชั่นได้อย่างสนุกสนาน เป็นต้น โดยสรุป AR เป็นการผสมความเป็นจริง (real world) เข้ากับโลกเสมือน (virtual world) โดยใช้วิธีซ้อนภาพสามมิติที่อยู่ในโลกเสมือน ไปบนภาพที่เห็นจริงๆในโลกความเป็นจริงนั่นเอง

3. Artificial intelligence enters the next phaseปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) จะไม่เป็นเพียงภาพในจิตนาการหรือในหนังอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นการลงทุนในอภิมหาโปรเจคแทน โดยในปี 2020 “ยานพาหนะไร้คนขับ” หรือ “Self-driving vehicle” หรือ “Autonomous Vehicle” ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะมีอยู่บนท้องถนนทั่วโลกถึง 10 ล้านคัน ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตจะถูกพัฒนาอย่างเข้มข้นแบบ industry 4.0 ซึ่งมีการนำหุ่นยนต์ผสมผสานกับ AI เข้ามาดำเนินการในกระบวนการต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพให้กับเครื่องจักรทั้งหมดใน “Smart Factory”

4. Agile is the new leanที่ผ่านมานั้นที่ปรึกษาทางธุรกิจต่างแนะนำให้แต่ละธุรกิจบริหารจัดการแบบ “Lean Management” เพื่อให้มีโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ แต่จากการที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้น Concept ของ  Lean Management ไม่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อีกต่อไป เพราะกระบวนการต่างๆจะต้องยืดหยุ่นมากขึ้นและสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันการณ์ เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้า/บริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ “Agile Management” จึงเป็นความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวให้คล่องแคล่วต่อการเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ โดยสามารถตัดสินใจดำเนินการต่างๆได้อย่างรวดเร็ว (lightning-fast decision making)  ซึ่งการจะบริหารงานแบบ Agile Management นั้นนอกจากจะต้องอาศัย Commitment ของทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆให้มีประสิทธิภาพและเสริมศักยภาพในการทำงานให้กับทรัพยากรมนุษย์ทั้ง Supply Chain ด้วยแล้ว ยังต้องอาศัยผู้บริหารที่มีทักษะในการเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆตลอดเวลาอีกด้วย

5. Not just a silent companion ในการบริหารจัดการทางด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เทรนด์ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้จะต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ ความสามารถในการตอบรับนวัตกรรมและการทำงานที่ประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็น “Core Competency” ที่บริษัทในอนาคตจะต้องมี ดังนั้น บุคลากรขององค์กรจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพทางด้านต่างๆที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องด้วย

เราได้เห็นแล้วว่าจะมีเทรนด์อะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ ที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อตอบรับกับโอกาสทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือจะยังมีเทรนด์อะไรที่ยังไม่ได้กล่าวถึงที่จะกระทบกับการดำรงอยู่ของธุรกิจอีกหรือไม่ ?? เราคงต้องติดตามกันต่อไป

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  inventory-and-supplychain-blog.com, sipaedumarket.wordpress.com,facebook.com/SCGLogisticsManagement, cbc.ca (Amazone drone delivery)

Share this post