ค้าขายออนไลน์ต้องรู้! 5 เทรนด์อี-คอมเมิร์ซ ปี 2020 ที่มาแน่

ecommerce-trend-2020

Line Retail Tech 2019 งานสัมมนาครั้งใหญ่ส่งท้ายปีจัดโดย Line ประเทศไทย ได้รวบรวมเทรนด์ของโลกธุรกิจค้าปลีก พร้อมเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจคือ The future of shopping โดยมีบรรดาผู้มากประสบการณ์จากวงการค้าปลีกจากหลากหลายแบรนด์ทั่วเมืองไทยมาร่วมแชร์บอกเล่าประสบการ์และมุมมองที่มีต่อธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็น 24shopping, JD Central, Shopee Thailand และ Lazada มาร่วมอัพเดต 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซปี 2020 ให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าได้ทันท่วงที 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซปี 2020 มีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน

1. ซื้อผ่านสมาร์ทโฟนยังนิยมอยู่ 

จากผลสำรวจของ thestandardthailand พบว่า คนไทยซื้อสินค้าผ่านทาง Social Media 40% (เช่น Line, Facebook, Instagram) e-Marketplace 35% (เช่น Lazada, Shopee, JD CENTRAL) และ e-Tallers หรือ e-Brand 25% โดยการซื้อทั้ง 3 รูปแบบ เป็นการซื้อสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟนกว่า 99% และ พฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบันอยากได้อะไรต้องได้! ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำงานแข่งกับอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น ต้องเอาชนะกับช่วงเวลาที่ลูกค้ามีความต้องการที่จะค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ จนไปถึงกระบวนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่นาที และ เป็นไม่กี่นาทีที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางสาร์ทโฟน ดังนั้น ก่อนจะจำหน่ายสินค้า คุณต้องเตรียมข้อมูลของสินค้าเหล่านั้นให้รองรับกับการเปิดใช้งานบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ ภาพถ่ายพร้อมรายละเอียดของสินค้า ภาพเคลื่อนไหวแนวตั้ง เนื่องจากทุกวันนี้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนถือโทรศัพท์ในแนวตั้งราว 94% ของเวลาใช้งานทั้งหมด และ มีอัตราการชมเนื้อหาเหล่านั้นจนจบสูงถึง 90 %) รวมถึงหน้าเว็บไซต์ของร้านค้าต้องพร้อมที่จะรองรับการดาวน์โหลดข้อมูลสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญที่สุด คือ ช่วงเวลาที่คุณจะกำลังจะเกิดรายได้ นั่นคือ รูปแบบของระบบชำระเงินต้องมีขั้นตอนที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน รวมถึงสามารถให้ลูกค้าตรวจสอบข้อมูลการสั่งซื้อ ติดตามสถานะการจัดส่งสินค้า แสดงความคิดเห็น มีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะสามารถรักษาลูกค้าเก่าและสร้างลูกค้าใหม่ให้เกิดขึ้นได้

2. มีมากกว่าสินค้า 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมของลูกค้าไม่ได้เข้ามาในหน้าร้านค้าของคุณเพื่อซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเข้ามาเพื่ออัพเดตข่าวสารต่าง ๆ ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ดู Live เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ เล่นเกมเพื่อรับส่วนลด ติดตามดีลส่วนลดพิเศษต่าง ๆ การสร้าง Content ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย มีความสม่ำเสมอ และ จริงใจก็เป็นอีกเหตุผลที่สามารถช่วยทำให้คุณขายของได้ง่ายขึ้น ซึ่งการมีสิ่งเหล่านี้ ทำให้ลูกค้าที่อยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ตามใช้เวลาบน Platform ของเรานานขึ้นเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต นั่นหมายถึง โอกาสในการขายสินค้าของเราก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเวลาไหน อยู่ที่ไหนก็สามารถซื้อได้

3. นักช้อปออนไลน์เปิดใจมากขึ้น 

นักช้อปออนไลน์ยุคใหม่ไม่เพียงแค่ซื้อของใช้ เครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น สินค้าเทคโนโลยี ฯลฯ ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังนิยมซื้อสินค้าจำพวก ประกันชีวิต ประกันภัยรถยนต์ ผ่านช่องทางนี้ด้วย เพราะมองว่าการซื้อผ่านออนไลน์สามารถทำได้ง่าย สะดวกสบาย

4. แคมเปญปัง ๆ รวมกันมาซื้อ   

ในปี 2019 ที่ผ่านมา แคมเปญส่งเสริมการขายที่มักพบได้บ่อย คือ Share Buy เป็นลักษณะของแคมเปญซื้อสินค้าแบบกลุ่ม ‘ซื้อกลุ่ม คุ้มกว่า’ ได้ราคา “ถูกกว่า” ให้คุณสามารถรวมกลุ่มกับเพื่อนสมาชิกในครอบครัว หรือ ลูกค้าท่านอื่นที่สนใจในสินค้าตัวเดียวกัน เพื่อให้ได้สินค้าในราคาพิเศษมากขึ้น ช้อปยังไงให้ได้ราคาคุ้มยกแกงค์ ฟินทั้งเรา ฟินทั้งเพื่อน ยิ่งหาเพื่อนมารวมกลุ่มซื้อได้เยอะเท่าไหร่? ราคาสินค้าก็ยิ่งถูกลงเท่านั้น แคมเปญลักษณะนี้นอกจากสร้างยอดขายได้แล้ว ยังทำให้แคมเปญเป็นที่รู้จัก และ ถูกพูดถึงอีกด้วย เมื่อสินค้าของคุณถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ฦ Brand Awareness ของร้านค้าคุณก็จะมากขึ้น โอกาสในการปิดการขายได้ก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน

5. Socials Platform เลือกใช้ให้เป็น

แม้ว่า Socials Platform จะมีหลากหลายแบบให้คุณเลือกใช้ แต่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจก่อนว่า สินค้าของคุณเหมาะกับ Socials Platform ใด นั่นหมายความว่าคุณต้องรู้เป็นอันดับแรกเลยว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร และ ต้องทำความเข้าใจการทำงานของแต่ละโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแบรนด์สูงสุด

Instagram เน้นนำเสนอรูปภาพ หากจะขายผ่านช่องทางนี้ คุณต้องมีฝีมือในการถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามเพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย

Facebook เน้นนำเสนอแคปชั่น และ VDO เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด คนขายนิยมสูงสุด และ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเราได้มากที่สุดเช่นกัน สามารถตั้งงบที่ใช้ลงโฆษณา (Facebook Ads) และ กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อีกด้วย

Line และ LINE@ ช่องทางนี้ก็เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารที่ควรมีอย่างยิ่ง แต่นั่นต้องหลังจากที่คุณมีเพจ Facebook หรือ ร้านบน Instagram แล้ว เพราะเป็นช่องทางที่คุณสามารถสื่อสาร พูดคุยกับลูกค้าได้เลย ลูกค้าจะรู้สึกว่าได้พูดคุยกับเจ้าของร้านค้า เกิดความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้า ในขณะเดียวกันร้านค้าก็สามารถอัพเดตสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ โปรโมชั่นล่าสุด ฯลฯได้ด้วย

ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้า ควรหมั่นอัพเดตเทรนด์การขายสินค้าออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ

เพราะการรู้เทรนด์ก่อนล่วงหน้านอกจากทำให้เราก้าวนำคู่แข่งแล้ว ยังทำให้รู้ว่า เราควรปรับปรุงพัฒนา และต้องเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าอย่างไรบ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงบทความจาก thestandard.co, smethailandclub.com, thumbsup.in.th, growthbee.com

อ้างอิงรูปภาพจาก freepik.com, brandinside.asia, promotions.co.th

Share this post