การรับมือ 6 ปัญหาการขนส่งในอนาคต

ในการประกอบธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับปัญหา/อุปสรรคต่างๆ และเป็นไปได้ยากที่เราจะสามารถคาดการณ์อนาคต หรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อธุรกิจเราได้ล่วงหน้า และนั้นเป็นที่มาของกิจกรรม workshop ที่ถูกจัดขึ้นโดย The Share-Use Mobility Center เพื่อเป็นเสมือน Simulator ในการทดสอบรูปแบบและแนวทางการแก้ไขต่อปัญหาด้านการขนส่งในปัจจุบัน ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย การทดสอบจึงสมมติเหตุการณ์ 6 รูปแบบที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ไม่สามารถสร้างถนนในเมืองเพิ่มได้อีก

ที่ผ่านมาเมื่อการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาก็หนีไม่พ้นการขยายถนนให้กว้างขึ้น หรือเพิ่มเส้นทางในจุดต่างๆมากขึ้น แต่หากเราเข้าใจแนวคิดนี้ เมื่อสถานการณ์ทำให้เราไม่สามารถสร้างถนนในเมืองเพิ่มได้อีก เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร??  ใช่ กลับมามองที่จุดเริ่มต้น เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ถนนสำหรับการขนส่งที่หลากหลาย Jay Kim ตัวแทนจากหน่วยงานการขนส่งของ Los Angeles กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้รถมากที่สุดในประเทศ การจราจรที่หนาแน่นเกิดจากการที่เราไม่สามารถสร้างถนนเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่มีมากขึ้นได้ ฉะนั้น วิธีการที่จะช่วยให้การขนส่งของกรุงเทพมหานครดีขึ้น คือจะต้องเพิ่มพื้นที่ถนน ในขณะเดียวกันก็ต้องลดปริมาณรถบนถนนด้วย ตัวอย่างเช่น เพิ่มพื้นที่ถนนโดยการการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรไปประจำจุดที่มีการจราจรติดขัด เพื่ออำนวยความสะดวก การกำหนดเขตห้ามหยุดและห้ามจอด การติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร  ป้ายแนะนำเส้นทางต่าง ๆ การกวดขันวินัยจราจร เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การลดปริมาณรถบนถนนก็สามารถทำได้โดย การรณรงค์ใช้รถสาธารณะ การจัดหาพื้นที่จอดรถ การห้ามรถใหญ่เข้าไปใช้ถนนในบ้างเส้นทาง เป็นต้น

2. ถนนเดิมไม่ดี ก็ต้องออกแบบถนนใหม่

แนวคิดนี้เป็นการออกแบบถนนใหม่ให้เป็น “Complete Streets” คือถนนที่สามารถใข้งานได้ทั้งรถยนต์ คนเดินทางเท้า จักรยาน และรถยนต์ความเร็วต่ำอื่น ๆ โดยในประเทศไทยเอง ก็มีการพัฒนา Complete Streets เรื่อยมา โดยมีการจัด Workshop เพื่อปรับปรุงกายภาพของถนนในพื้นที่เขตเมืองเพื่อให้เป็นสถานที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน ลดความเร็วของรถยนต์ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความปลอดภัยให้กับคนเดินถนน และคนใช้จักรยาน รวมถึงออกแบบให้ถนนรองรับกิจกรรมการสัญจรสีเขียว ซึ่งได้แก่ทางเดินเท้า ทางจักรยาน รางของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งผลการพัฒนาจะทำให้ถนนกลายเป็นพื้นที่นันทนการที่สามารถใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และการออกกำลังกายได้อีกด้วย

3.เทคโนโลยี Ride-Hailing ช่วยอำนายความสะดวกด้านการเดินทาง

จะเห็นได้จากการที่มีแอพพลิเคชั่นไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ Uber เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น กล่าวคือ ไม่ต้องเดินออกไปเรียกรถแท๊กซี่เอง เพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ก็จะมีรถมารับถึงที่ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ นอกจากจะช่วยลดจำนวนรถบนถนนแล้ว ยังสามารถเพิ่มความปลอดภัยบนถนนได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องระวังไม่ให้มีจำนวนรถมากเกินไปเหมือนอย่างประเทศจีน ที่ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของจีน มีรถยนต์มากกว่า 15 ล้านคัน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัทแท๊กซี่ในนครเซี่ยงไฮ ได้ร้องเรียนให้รัฐบาลควบคุมปริมาณรถยนต์ร่วมโดยสารเหล่านี้มากขึ้นเพราะมันเป็นการละเมิดกฎหมายด้านการคมนาคมของจีนด้วย

4. โหมดการขนส่งแบบใหม่ต้องอยู่ในดุลภาคการขนส่ง

Seleta Reynolds ตัวแทนของหน่วยงานการขนส่งของ Los Angeles กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การขนส่งมีความสะดวกมากขึ้น ตราบใดที่คุณมีบัตรเครดิตอยู่ แล้วคนที่ไม่มีบัตรเครดิตที่ต้องพึ่งพาการขนส่งมวลชนในปัจจุบันจะทำอย่างไร ช่องว่างด้านรายได้ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญมาก เราจำเป็นที่จะต้องหาโมเดลการขนส่งที่จะให้บริการแก่บุคคลที่ไม่มีบัญชีธนาคารเหล่านั้นด้วย ในประเทศไทย คนที่มีรายได้สูงก็จะซื้อรถยนต์ส่วนตัว บางคนมีมากกว่า 1 คันเสียด้วย แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่มาก ก็ยังต้องอาศัยรถสาธารณะในการเดินทางอยู่ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ไม่ว่าจะเป็นสายสีแดง สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีส้ม สายสีชมพู และสายอื่น ๆ รวมไปถึงส่วนต่อขยายที่ขยายการให้บริการจากสายเดิม ทั้งหมดก็เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

5.ด้วยวิธีการเดินทางที่หลากหลาย เราต้องการวิธีการจ่ายเงินที่ง่าย

รูปแบบการเดินทางใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้ประเภทของรถให้เหมาะสมกับการเดินทาง เช่นเดียวกับวิธีชำระเงินที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบัน เราก็จะเห็นว่ามีวิธีการชำระเงินที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิต การชำระผ่านบัตรเติมเงิน ชำระผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือล่าสุดก็คือ BitCoin ที่เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใช้สำหรับทั้งช่องทาง Online และ Offline ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับการเดินทางในประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการชำระด้วยเงินสด หรือชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งถือเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการอย่างมาก แต่เราก็จะต้องศึกษาหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการด้วย เพราะจากการศึกษาของ Visa พบว่า แนวโน้มของคนไทยใช้เงินสดน้อยลง และหันมาใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น ต่อไปในอนาคตอาจจะไม่มีใครพกเงินสดเลยก็เป็นได้ ผู้ให้บริการเองก็จะต้องปรับตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย

6.ปัญหา First Mile และ Last Mile

Frist Mile ก็คือ การขนส่งจากต้นทาง/โรงงานมาที่คลัง ส่วน Last Mile คือการขนส่งจากคลังไปที่ลูกค้าปลายทาง ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการก็จะมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น จากการศึกษาของ Jarrett Walker พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเวลาจะเดินทางโดยรถสาธารณะ จะไม่ชอบเดินมาป้ายรถสาธารณะไกลกว่า ¼ ไมล์ (Frist Mile) ในขณะเดียวกัน หากอยู่ที่ป้ายรถสาธารณะแล้ว ก็จะไม่ชอบเดินจากป้ายไปขึ้นรถเกิน ¼ ไมล์(Last Mile) เช่นเดียวกัน แต่ปัญหาคือคนขับมักจะจอดเลยในระยะ ¼ ไมล์ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง Walker ร่วมมือกับ Uber ในการขจัดปัญหาดังกล่าว โดยอาศัยกระบวนการทำงานของ Uber ที่ทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น เพียงบอกว่าเราอยู่ไหน และต้องการไปที่ไหน ก็จะมีรถของ Uber มารับ-ส่งเราถึงที่ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา FM/LM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการทดลองถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งบางส่วนเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงยังมีด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน พนักงานขับรถ ความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าระวัง วางแผนป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงนำความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั้น ๆ อีกในอนาคต ถึงจะเรียกว่าเป็นการทำ Solutions ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

*** ท่านสามารถ “Comment”(ต้องLog-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก apr2945jr.blogspot.com, oknation.nation.tv, voathai.com positioningmag.com, chalaom.com, spacing,ca, dignited.com, pexels.com 

Share this post